พาณิชย์จับตาราคาหมูหน้าเขียงพุ่ง ยันเป็นไปตามกลไกตลาด เจอโก่งราคาแจ้งสายด่วน 1569 คนเลี้ยงแจงปัจจัยลบรุมแบกต้นทุนอ่วม
พาณิชย์จับตาราคาหมู – นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรณีมีข่าวสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติประกาศปรับราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิตเป็น 84 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2564 นั้น จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบว่าราคาซื้อขายและส่งมอบยังอยู่ที่ราคาไม่เกิน 80 บาทต่อก.ก. ตามที่ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในไว้
โดยวันที่ 8 พ.ย. 2564 ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงไม่ตัดแต่งอยู่ที่ 135-140 บาทต่อก.ก. ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงตัดแต่งอยู่ที่ 145-150 บาทต่อก.ก. ซึ่งเป็นราคาเดียวกับปีก่อน สำหรับราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงชำแหละในห้างค้าปลีกค้าส่ง พบว่าราคายังอยู่ที่ 119-122 บาทต่อก.ก.
สำหรับด้านปริมาณสุกรในปีนี้ กรมปศุสัตว์แจ้งว่า ปริมาณผลผลิตลดลงจากปีก่อน โดยคาดว่าจะมีปริมาณสุกรที่ 15.86 ล้านตัว ลดลงจากปีก่อน 30% ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ASF ในประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ดีขึ้น ทำให้ความต้องการนำเข้าสุกรจากประเทศไทยลดลง ประกอบกับความต้องการบริโภคของประชาชนลดลงจากเดิม 22 กิโลกรัม/คน/ปี เหลือ 16 กิโลกรัม/คน/ปี คิดเป็นปริมาณสุกร 5 ล้านตัว หรือลดลง 38% ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์พบว่าปริมาณเนื้อสุกรชำแหละในสต๊อกยังมีอยู่พอสมควร จึงเชื่อว่าปริมาณเนื้อสุกรชำแหละจะมีเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์ทั้งด้านปริมาณและราคาเนื้อสุกรร่วมกับกรมปศุสัตว์อย่างใกล้ชิด และหากพบว่าตลาดใดมีปริมาณเข้าสู่ในตลาดไม่เพียงพอจะได้ประสานสมาคม ผู้เลี้ยงสุกรนำเนื้อสุกรชำแหละเข้าไปเสริมในตลาดหรือจะจัดจำหน่ายหมูธงฟ้า ในเรื่องนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดติดตามการจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ราคาเนื้อสุกร และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีการฉวยโอกาส แจ้งที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านนายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าเพื่อการบริโภคและอุปโภคต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ราคาสุกรปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำท่วม โรคระบาดเพิร์ส รวมทั้งการเปิดประเทศ เปิดเรียนที่ทำให้ความต้องการบริโภคมากขึ้น และราคาต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้นจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่แพงขึ้น ขณะที่ปริมาณสุกรในท้องตลาดลดลงทำให้เนื้อแดง (ไม่ตัดแต่ง) ราคาปรับขึ้นเป็น 135-145 บาทต่อก.ก. จากเดิม 120-130 บาทต่อก.ก.
ส่วนที่มีการร้องเรียนมาว่าราคาหมูหน้าเขียงที่ตลาดแพงเกินจริง ก็อาจเป็นเนื้อแดงแบบตัดแต่ง หรือเนื้อสันที่มีราคาแพงกว่าเนื้อแดงแบบไม่ตัดแต่งอยู่แล้ว
ทั้งนี้ กรมจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มกับหน้าเขียงมีช่องว่างมากเกินไป แต่ยืนยันว่าขณะนี้ภาครัฐจะยังไม่เข้าไปแทรกแซงราคาหรือกำหนดเพดานราคาเพราะยังเป็นภาวะที่ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดและคาดว่าจะเกิดในช่วงสั้นๆ เท่านั้น
แต่หากลากยาวออกไปก็จะพิจารณานำรถโมบายออกไปจำหน่ายสุกรชำแหละในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ราคาสุกรลดลงได้ เหมือนกับที่นำรถโมบายลงพื้นที่ไปเพื่อจำหน่ายผักในช่วงที่ได้รับร้องเรียนมาว่าผักหลายชนิดมีราคาแพง จนถึงขณะนี้พบว่าราคาผักเริ่มปรับตัวลดลง เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย และผักเมืองหนาวหลายชนิดทยอยออกสู่ตลาด
“ตอนนี้ต้องดูสถานการณ์ไปก่อนเราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะคนเลี้ยงสุกร มีภาระต้นทุนสูงความเสี่ยงเยอะทั้งน้ำท่วมและโรคระบาด ปริมาณเข้าสู่ตลาดก็น้อยทำให้ราคาปรับสูงขึ้น กรม ไม่นิ่งนอนใจถ้าพบว่าราคาหน้าฟาร์มกับตลาดต่างกันมาก ต้องเรียกมาหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นกันทุกฝ่าย โดยล่าสุด ทยอยเรียกสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าอาหารสัตว์มาหารือเพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาราคาอาหารสัตว์แพง โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในระยะยาว”
นายอาวุธ กล่าวอีกว่า หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าและบริการ ที่ไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1569 จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท กรณีจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้าและปฏิเสธการจำหน่ายต้องโทษจำคุก 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์สุกรของไทยในไตรมาส 4 ปีนี้ว่ามีปัจจัยลบหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมและโรคระบาดที่เกิดขึ้นส่งผลให้ฟาร์มสุกรขุนได้รับเสียหาย 30% ทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง โดยเป็นการเสีย 100% ทั้งฟาร์ม ที่รอการเริ่มใหม่ ผลกระทบโควิด-19 ทำให้พลเมืองการบริโภคเท่าที่จำเป็น การท่องเที่ยวทั้งคนไทย ชาวต่างชาติหยุดชะงัก ผลจากการเกิดโรคระบาดเพิร์สทำให้แม่พันธุ์เสียหายกว่า 300,000 ตัว อย่างไรก็ตาม ปลายปี 2564 คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นจากการเปิดประเทศ จะส่งผลให้ราคาขยับ
ทั้งนี้ เกษตรกรยังประสบปัญหาภาระราคาอาหารสัตว์สูงขึ้นมาก เกษตรกรมีต้นทุนสร้างความปลอดภัยทางชีวภาพสูงขึ้น ในขณะที่ราคาสุกรขุนต่ำกว่าต้นทุน ส่งผลให้ผู้เลี้ยงขาดทุน 7-8 เดือน ซึ่งราคาที่เหมาะสมที่สะท้อนต้นทุนไม่ควรต่ำกว่า 90 บาทต่อก.ก. แต่คาดว่าในปี 2565 ผู้เลี้ยงจะกลับมาเลี้ยงได้ 100% คงต้องใช้เวลา 2-3 ปี
นอกจากนี้ ยังต้องการให้เกษตรกรต้องมั่นใจพื้นที่ฟาร์มปลอดเชื้อแล้วค่อยกลับมาเลี้ยงใหม่เพราะถ้าความต้องการกลับมาเร็ว ผลผลิตสุกรอาจไม่ทัน และฝากถึงภาครัฐว่าไม่ควรอนุญาตให้มีการนำเข้า เพราะจะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรผู้เลี้ยง
“ราคาที่สุกรที่เพิ่มขึ้นอยู่ขณะนี้ยังไม่คุ้มทุนการเลี้ยงของเกษตรกรเลยเกษตรกรต้องขายสุกรหน้าฟาร์มได้ไม่ต่ำกว่า 90 บาทต่อก.ก. เพราะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงมาก โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จาก 8.50 บาทต่อก.ก. เป็น 12.50 บาทต่อก.ก. กากถั่วเหลืองจาก 17 บาทต่อก.ก. เพิ่มเป็น 21 บาทต่อก.ก. สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ไม่ขออะไรจากภาครัฐ ขออย่างเดียวว่าไม่ให้มายุ่งกับกลไกตลาด ราคาจากหน้าฟาร์มขณะนี้ไม่ได้เป็นการเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคและปรับขึ้นไม่ทันกับต้นทุนจริงด้วยซ้ำ ดังนั้นช่วงนี้ต้องให้กลไกตลาดทำงานไปก่อนและภาครัฐควรไปดูแลราคาหน้าเขียงไม่ให้โก่งราคาเกินควร”นายสุรชัย กล่าว
นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ ภาคเหนือแม่พันธุ์สุกรเสียหายไปกว่า 15,000 ตัว จาก 30,000 ตัว จากโรคระบาด ซึ่งจากนี้ไปการเลี้ยงสุกรจะมีต้นทุนสูงขึ้นจากการจัดการระบบความปลอดภัย และการเข้าสู่ระบบฟาร์มมาตรฐาน ซึ่งเกษตรกรต้องปรับตัวให้พร้อมกับระบบมาตรฐานนี้
นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ ปี 2564 สถานการณ์โรคสุกรระบาด และโควิด-19 การล็อกดาวน์ กระทบความต้องการบริโภค ผู้เลี้ยงภาคบริษัทเสียหายน้อย เพราะมีระบบจัดการที่ดี ระบบฟาร์มมาตรฐานจะช่วยให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงมากขึ้น การระบาดของโควิด-19 คลี่คลายส่งผลการบริโภคดีขึ้น ปี 2565
นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ปี 2564 การเลี้ยงสุกรค่อนข้างยากมาก ทั้งโควิด-19 น้ำท่วม ทำให้จำเป็นต้องขายในราคาขาดทุน ต้นทุนไบโอเซคเคียวริตี้ ดันต้นทุนเพิ่ม 3-4 บาทต่อก.ก. การเคลื่อนย้ายลำบาก ซึ่งปัจจุบันมีการแก้ไขระเบียบกรมปศุสัตว์แล้ว ราคาสุกรขุนในอีสานจะแตกต่างกันไป
หลังโควิด ภาคอีสานที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยบวกให้ราคาช่วงปีใหม่ไปได้ 70-75 บาทต่อก.ก. ภาคอีสานจะมีการให้ความรู้ในการเตรียมตัวเรื่องโรคอย่างต่อเนื่อง ฟาร์มที่ได้รับความเสียหายต้องมั่นใจว่าไม่มีเชื้อแล้ว ค่อนเริ่มเลี้ยงใหม่ เป็นกำลังใจถึงเกษตรกรรายย่อย ณ ขณะนี้ทุนแทบไม่เหลืออยู่แล้ว ทั้งความเสียหายจากโรคสุกร การขายขาดทุน อยากให้ทำระบบป้องกันที่ดี ต้องค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับราคาสุกรเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าหลังจากสุกรในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและโรคระบาด เร่งขายขาดทุนหนีความเสียหายลดจำนวนลงไปมาก ทำให้สุกรที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพเข้มงวดเริ่มออกสู่ตลาดทดแทนมากขึ้น โดยราคาสุกรมีชีวิตภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคา 80-82 บาทต่อก.ก. ภาคใต้ ภาคเหนือราคา 84 บาทต่อก.ก. เป็นการปรับขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ราคาภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ราคา 76 บาทต่อก.ก. ส่วนภาคใต้ และภาคตะวันตก 76 บาทต่อก.ก.