ส.อ.ท. มองตลาดรถอีวี คึกคัก โต 2 เท่าตัว คาดยอดจดทะเบียนปีนี้แตะ 5 พันคัน รับแรงหนุนปรับลดภาษีทั้งระบบ
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าส่วนตัวมองตลาดรถยนต์ในประเทศปีนี้มีแรงกระตุ้นจากมาตรการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ทั้งระบบ โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) ซึ่งถือเป็นการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีรถอีวีที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลและทั่วโลก
“คาดว่ายอดจดทะเบียนรถอีวีใหม่ปีนี้จะโต 2 เท่า อยู่ที่ 4,000-5,000 คัน เนื่องจากมีรถอีวีรุ่นใหม่นำเข้าในราคาถูกลงที่คันละประมาณ 300,000-600,000 บาท จากปีก่อนอยู่ที่ 1,800-1,900 คัน และเทียบกับปี 2563 มีประมาณ 1,200 คัน เทียบกับในอดีตมีเพียงหลัก 100 คัน ราคา 2-5 ล้านบาท”
ทั้งนี้ จะเห็นได้จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ประเภทแบตเตอรี่ไฟฟ้า (BEV) ใหม่อยู่ที่ 628 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนช่วงเดียวกันของปีก่อน 74.44% ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ประเภทแบตเตอรี่ไฟฟ้าสะสม ณ วันที่ 31 ม.ค.2565 อยู่ที่ 12,005 คัน เพิ่มขึ้น 100.58%
สำหรับยอดผลิตรถยนต์เดือน ม.ค.2565 อยู่ที่ 151,747 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.45% จากการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่เพิ่มขึ้น 19.88% อยู่ที่ 74,708 คัน ซึ่งมีสัดส่วนเดือนนี้ถึง 49.23% ของยอดผลิตทั้งหมด สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศอยู่ที่ 69,455 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25.8%
ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลได้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การประกันรายได้เกษตรกร การกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ยิ่งใช้ยิ่งได้ และอื่นๆ และการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ รวมทั้งการส่งเสริมการขายของผู้จำหน่ายรถยนต์ และการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดว่าในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ปลายเดือนมี.ค.-ถึงต้นเดือนเม.ย.จะช่วยให้ยอดขายไตรมาสแรกเติบโตขึ้น
ขณะที่ ยอดผลิตเพื่อส่งออก เดือนม.ค.2565 อยู่ที่ 77,039 คัน มีสัดส่วน 50.77 ของยอดการผลิตทั้งหมด สอดคล้องกับยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 69,833 คัน ลดลงจากปีก่อน 5.8% เพราะผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกลดลงจากปีก่อนถึง 58.24% จากปัญหาการขาดเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้ส่งออกลดลงเกือบทุกตลาดยกเว้นตลาดออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้น 16.09% และอเมริกากลางอเมริกาใต้เพิ่มขึ้น 78.75% มูลค่าการส่งออกรวมอยู่ที่ 42,773.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.23%