บริษัท ปิติสุข เฮลท์แคร์ ในเครือบริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด แตกไลน์ธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นำร่องส่ง “ปิติสุข อิมมู แคป” ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพของผู้บริโภค
นายปิติ ลีเลิศพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปิติสุข เฮลท์แคร์ จำกัด ในเครือบริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด เปิดเผยว่า “ด้วยประสบการณ์ การบริหารงานด้านการตลาด และการขายผลิตภัณฑ์ยาสีฟันดอกบัวคู่ มากว่า 20 ปี ซึ่งผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้มองเห็นโอกาสทางการตลาด จึงแตกไลน์สินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยจัดตั้ง บริษัท ปิติสุข เฮลท์แคร์ จำกัด จัดทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้แบรนด์ “ปิติสุข”
โดยร่วมมือกับ บริษัท ไมลอทท์ แลบบอลาทอรีส์ จำกัด ค้นคว้าและวิจัยผลิตภัณฑ์ ปิติสุข อิมมู แคป ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยใช้เวลาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 1 ปี
สำหรับผลิตภัณฑ์ “ปิติสุข อิมมู แคป” หรือ PITISUK IMMU CAP DIETARY SUPPLEMENT PRODUCT จะมีส่วนผสมหลัก ได้แก่ รังนก, สารสกัดจากกระชายขาว, ยีสต์ เบต้า กลูแคน, ซิงก์, สารสกัดจากพลูคาว, วิตามิน 13 ชนิด, ผงคาโมมายด์, สารสกัดจากเลมอนบาล์ม, แอล-กลูตามีน, แอล-ธีอะนีน, สารสกัดจากเห็ดชิตาเกะ, สารสกัดจากเห็ดยามาบูชิตาเกะ และสารสกัดจากเห็ดไมตาเกะ
ส่วนกลุ่มเป้าหมายหลักเน้นไปที่กลุ่มคนทำงาน ทั้งชายและหญิง และกลุ่มลูกค้ารอง จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ

นายปิติ กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การทำตลาดนั้น จะชูเรื่องการส่งต่อความดี ความห่วงใย เพื่อให้ผู้บริโภคหันกลับมาดูแลตัวเอง ทั้งนี้ “ปิติสุข อิมมู แคป” วางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ การโปรโมตผ่านรายการทีวี หรือ ช่องทางออนไลน์ต่างๆ การสร้าง Brand Awareness เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำและเชื่อมั่นในตราสินค้า ด้วยการใช้พรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภค และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว พร้อมโปรโมชั่นที่คุ้มค่า เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็วขึ้น
ผลิตภัณฑ์ “ปิติสุข อิมมู แคป” จำหน่ายอยู่ที่ 1,580 บาท ในช่วงแนะนำจะมีโปรโมชั่น เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 2 กล่องขึ้นไป จะอยู่ที่ 990 บาทต่อกล่อง ในส่วนของช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ จะแบ่งเป็น 3 ช่องทาง ได้แก่ ขายผ่านระบบออนไลน์ ขายผ่านระบบ call center และขายผ่านระบบตัวแทน ทั้งนี้ บริษัทได้วางเป้าหมายยอดขายของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไว้ประมาณ 150 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ หรือวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้น จากข้อมูลปีที่ผ่านมาตลาดวิตามินและเสริมอาหาร มีมูลค่าราว 25,269 ล้านบาท โตขึ้นกว่าเดิม 8% เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น