ททท.จับมือ มิชลิน ไกด์ ลุยสำรวจ คัดสรรร้านอาหารอีสาน นำร่อง 4 จังหวัด นครราชสีมา-อุบล-อุดร-ขอนแก่น ดัน ‘ส้มตำ-ลาบ-น้ำตก’ ลงในเล่มใหม่

ททท.จับมือ มิชลิน ไกด์ – นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ร่วมกับ มิชลิน ไกด์ ขยายขอบเขตคัดสรรร้านอาหารเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี และ ขอนแก่น พุ่งเป้าให้อาหารอีสานโดยเฉพาะส้มตำที่คนทั่วโลกรู้จักกันอยู่แล้ว ได้ไปอยู่บนคู่มือมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ประจำปี 2566 ซึ่งเป็นฉบับที่ 6 พร้อมกับ ลาบ น้ำตก ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย เพื่อให้ชาวต่างชาติได้มาลิ้มลองเพิ่มขึ้นและเป็นการเปิด นิว แชปเตอร์ หรือประสบการณ์ใหม่ไปสู่การเดินทางท่องเที่ยวในภาคอีสานของไทย

“ภาคอีสานมีศักยภาพสูง ในแง่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ด้านอาหารสถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่น ตลอดจนเสน่ห์ของวิถีชาวบ้าน นอกจากการเดินทางตามรอยร้านอร่อยในภาคอีสานที่คู่มือมิชลิน ไกด์ ที่จะจัดทำขึ้นในปลายปีนี้ ในภาคอีสานยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากรูปแบบ เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในมรดกโลกทางธรรมชาติโดยองค์การยูเนสโก ขณะที่ไปชมแสงแรกของวัน ในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น”

ทั้งนี้ การจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน ททท. ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลกในฐานะแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมอาหาร โดยจำนวนร้านอาหารในคู่มือฯ ที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นผลมาจากการรุกดำเนินการสำรวจพื้นที่ใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยเพื่อค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุด และอีกทางหนึ่งบรรดาร้านอาหารต่างพยายามพัฒนาคุณภาพและบริการเพื่อให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของ มิชลิน ไกด์

นายเกว็นดัล ปูลเล็นเนค ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือมิชลิน ไกด์ ทั่วโลก เปิดเผยว่า นับจากการจัดทำคู่มือ มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ฉบับปฐมฤกษ์ ปี 2561 กับคู่มือฉบับล่าสุด ปี 2565 มีจำนวนร้านอาหารทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 126 ร้าน เป็น 361 ร้าน ในจำนวนนี้เป็นร้านที่ได้รับดาวมิชลินเพิ่มขึ้นจาก 17 ร้าน เป็น 32 ร้าน และร้านที่ได้รับรางวัล บิบ กูร์มองด์ จาก 35 ร้าน เป็น 133 ร้าน ขณะที่ขอบเขตพื้นที่ในการเข้าไปดำเนินการคัดสรรและจัดอันดับร้านอาหารในแต่ละปีก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากที่คู่มือฉบับปี 2561 ครอบคลุมเฉพาะเขตกรุงเทพมหานคร จนล่าสุดคู่มือฉบับปี 2565 ครอบคลุมถึง 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ภูเก็ต พังงา และต่อไปคือ ภ จังหวัดในภาคอีสาน

“ผู้ตรวจสอบของมิชลินประทับใจในอาหารอีสานที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและรสชาติจัดจ้าน แม้จะใช้วิธีประกอบอาหารที่เรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นการต้ม ย่าง นึ่ง หรือตุ๋นด้วยไฟอ่อน แต่กลับให้รสชาติที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ทั้งยังมีเทคนิคการถนอมอาหารที่ถือเป็นจุดเด่นของอาหารอีสานและแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านในการหมักดองปลาและผักตามฤดูกาลให้สามารถเก็บไว้ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารได้นานขึ้น โดยมีเครื่องปรุงรสพื้นฐานในครัวอีสานอย่างปลาร้า ที่ทำจากการนำปลาในท้องถิ่นมาหมักกับเกลือและข้าว เป็นวัตถุดิบยอดนิยมที่ใช้ใส่ในอาหารและน้ำจิ้มต่างๆ แทบทุกจาน ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติมาตั้งแต่ปี 2555 และภาคอีสานยังเป็นแหล่งปลูกข้าวคุณภาพสูง ทั้งข้าวหอมมะลิที่โด่งดังไปทั่วโลก”

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเชฟชาวอีสานจำนวนมากที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านอาหารจากร้านอาหารชื่อดังในต่างประเทศ กลับมาเปิดร้านอาหารที่บ้านเกิด เชฟเหล่านี้ไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับอาหารอีสานโดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยทักษะที่สั่งสมมานาน แต่ยังช่วยกำหนดมาตรฐานใหม่ให้อาหารท้องถิ่นมีคุณภาพสูงมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยจะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวที่ต้องการลิ้มรสอาหารพื้นบ้าน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนและธุรกิจร้านอาหารภายในท้องถิ่น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน