รมว.คลัง เผยหากกนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้กู้เงินอย่างแน่นอน อยากขอความร่วมมือสถาบันการเงินให้พิจารณาอย่าให้มากจนเกินไป หวั่นของแพง ซ้ำเติมวิกฤตโควิด-พลังงาน
วันที่ 26 ก.ค.2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตามหลักการแล้วจะใช้เวลาส่งผ่านถึงดอกเบี้ยของสถาบันการเงินประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อต้นทุนของผู้กู้เงินอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงอยากขอความร่วมมือสถาบันการเงินให้พิจารณาผลกระทบที่จะมีต่อลูกค้า อย่าให้มากจนเกินไปจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นนั้น จะส่งผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าให้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะมีผลต่อกำลังซื้อของประชาชนในประเทศ แม้ว่าปัจจุบันภาวะเงินเฟ้อของไทยจะมาจากการปรับขึ้นของราคาสินค้าและราคาพลังงาน ไม่ใช่จากความต้องการบริโภคที่มากเกินไป ซึ่งจากวิกฤติโควิดและวิกฤติราคาพลังงาน เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องออกมาตรการมาช่วยในเรื่องกำลังซื้อของประชาชน
“การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง. นั้นก็เพื่อรักษาส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศไม่ให้ห่างกันจนมากเกินไป เพราะจะกระทบกับการเคลื่อนย้ายเงินทุน ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ดียอมรับว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะมีส่วนกระทบต่อหนี้ของรัฐบาล โดยเฉพาะต้นทุนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้ปรับเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่หนี้ของรัฐบาลเป็นแบบดอกเบี้ยคงที่ ส่วนการระดมทุนในระยะต่อไปก็อาจกระทบทำให้ต้นทุนสูงขึ้นได้” นายอาคม กล่าว