การท่าเรือ ดึงเอกชนร่วมทุน สร้างจุดพักรถบรรทุกในท่าเรือแหลมฉบัง บนพื้นที่ 90 ไร่ แก้ปัญหารอคิวตรวจสินค้า ยึดโมเดล เนเธอร์แลนด์
นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่าง กทท. และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อบูรณาการข้อมูลด้านการขนส่งสินค้า โดยมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี ว่า การท่าเรือฯ มีแผนเตรียมพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ประมาณ 90 ไร่ โดยมีแผนที่จะสร้างเป็นจุดพักรถบรรทุก ซึ่งเบื้องต้นอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะเป็นในลักษณะใดทั้งเรื่องของการลงทุนและสิ่งอำนวยความสะดวก แต่คาดว่าจะสร้างเป็นจุด พักรถ โรงแรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยคาดว่าจะสามารถศึกษาเสร็จภายในปี 2565 และคาดว่าจะดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุนได้ภายในปี 2566
“แผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ดังกล่าว เราต้องการสร้างจุดพักรถบรรทุก เพื่อลดความแออัดในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง เนื่องจากปัจจุบันมีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกบริเวณท่าเรือว่า 3 แสนคันต่อเดือน และผู้ขับบางรายเดินทางมาไกล บ้างก็พาครอบครัวมาด้วย การท่าเรือฯ จึงอยากจัดสรรพื้นที่ไว้ให้คนขับเหล่านี้ได้พักผ่อนในช่วงระหว่างรอคิวรับส่งสินค้า เนื่องจากบางครั้งคนขับรถบรรทุกต้องรอสินค้า หรือคิวในการตรวจสินค้านาน 5-10 ชั่วโมง ซึ่งแผนพัฒนาดังกล่าวมีต้นแบบมาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ส่วนเรื่องงบประมาณในการก่อสร้างต้องรอเอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลประเมินอีกครั้ง” นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส่วนการลงนามร่วมกับระหว่างการท่าเรือกับขบ.ในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับระบบการจองคิวรถบรรทุก (Truck Queuing) ที่ทางการท่าเรือฯ เร่งผลักดันในเกิดการใช้งานในระบบนี้ให้มากขึ้น ซึ่งในการบูรณาการข้อมูลผู้ขับหรือตัวรถบรรทุก จะช่วยลดขั้นตอนในการตรวจสอบทั้งข้อมูลคนขับและสินค้าได้เร็วมากขึ้น จากเดิมที่รถบรรทุกต้องมาจอดรถรอรับคิวตรวจสินค้า เมื่อมีระบบฯ นี้ เข้ามาเชื่อว่าจะช่วยร่นระยะเวลาทั้งในเรื่องของการตรวจสอบจาก 3 นาที ลดลงเหลือเพียง 2 นาที เท่านั้น เพราะไม่ต้องใช้แรงงานคนในการคีย์ข้อมูล เพียงแค่ขับรถไปจอดเพื่อสแกนก็สามารถขับออกไปยังจุดหมายได้เลย ซึ่งปัจจุบันมีรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ที่ลงอยู่ในระบบของ ขบ.จำนวน 4 แสนคันทั่วประเทศ อีกทั้งทางการท่าเรือฯ ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันในเกิดการใช้ระบบจองคิวฯ อย่างเต็มระบบ หรือผลักดันในเกิดการใช้ 100% ตั้งแต่ 1 พ.ย. นี้ เป็นต้นไป
“ดังนั้น การท่าเรือฯ จึงต้องเร่งให้มีการพัฒนาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง สำหรับการดําเนินงานด้านข้อมูลดิจิทัลเพื่อพัฒนาการให้บริการ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร จึงเร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาโครงข่ายข้อมูลภาครัฐ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลสำเร็จในการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง และการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกของการพัฒนาร่วมกันที่จะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในอนาคต เพื่อยกระดับท่าเรือสู่ World Class Gateway Port ต่อไป” นายเกรียงไกร กล่าว