กระทรวงการคลังเล็งคุยพลังงานขยายเวลาลดภาษีดีเซลถึงสิ้นปี มั่นใจเศรษฐกิจปีนี้โต 3-3.5% รับโตช้าแต่มั่นคง
คลังเล็งยืดลดภาษีดีเซล – นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand Ready : Moving onto the Next Chapter” ว่า กระทรวงการคลังเตรียมหารือร่วมกับกระทรวงพลังงานในการพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ต่ออีก 2-3 เดือน หรือจนถึงสิ้นปี 2565 จากปัจจุบันมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 20 ก.ย. นี้
เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันยังมีความผันผวนอยู่ ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในเรื่องราคาพลังงานอีกด้วย ส่วนมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้านั้น กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาเช่นกัน โดยที่ผ่านมา รัฐบาลมีการตรึงราคาค่าไฟฟ้า ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่แล้ว โดยเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง เน้นกลุ่มฐานรากที่ได้รับผลกระทบเป็นหลัก
“เรื่องราคาน้ำมันนั้น กระทรวงการคลังจะซัพพอร์ตผ่านมาตรการภาษีได้แค่ไหน คงต้องมีการพูดคุยและพิจารณากัน ซึ่งที่ผ่านมาคลังและกระทรวงพลังงาน มีการหารือกันตลอดเวลา โดยต้องดูว่ากลุ่มไหนได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็มีมาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวินมอเตอร์ไซด์ รวมถึงผู้ใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการช่วยเหลือช่วงสั้นๆ ขณะเดียวกันก็ต้องดูภาพรวมการจัดเก็บรายได้ควบคู่กันไปด้วย”
นายอาคม กล่าวอีกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่ายังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากครึ่งปีแรก เศรษฐกิจโต 2.4% โดยยังได้รับอานิสงส์การจากการท่องเที่ยว หลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการการเดินทางเข้าประเทศ ทำให้คาดว่าปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทย ราว 8-10 ล้านคน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเชื่อว่าจะดีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ขณะที่การส่งออกก็ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2565 ตัวเลขการส่งออกขยายตัว 11% เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงานกลับมาดีขึ้น
โดยมองว่าปัจจัยหนุนต่างๆ จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ 3-3.5% ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้
ขณะที่เงินเฟ้อ คาดว่าจะขึ้นไปสูงสุดในไตรมาส 3/2565 โดยทั้งปี 2565 ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 6% ซึ่ง ธปท. ได้เข้ามาดูเรื่องเสถียรภาพราคาสินค้าหลังจากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมาก ผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% และจะมีการประเมินอีกครั้งในเดือนก.ย. นี้
ทั้งนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะมองว่าเศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวได้ช้า แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่มั่นคงและต่อเนื่อง ซึ่งดีกว่าการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและสุดท้ายก็ฟุบลงมา เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามากระทบ
นอกจากนี้ ยอมรับว่าในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลมีการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ผ่านการกู้เงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะของประเทศ แต่ก็ไม่ใช่ประเทศไทยที่เดียว แต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก โดยที่ผ่านมารัฐบาลมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% ต่อจีดีพี เป็น 70% เพื่อให้ครอบคลุมหนี้ในส่วนที่รัฐบาลกู้เพิ่ม และยังเป็นการเพิ่มช่องทางให้ภาครัฐสามารถใช้จ่ายได้ในกรณีที่จำเป็น เป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง
โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนก.ค. 2565 อยู่ที่ 60.75% ซึ่งถือว่ายังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง รวมถึงกระทรวงการคลังยังเร่งปรับเพดานหนี้ตามมาตรา 28 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 ที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับเพิ่มเป็น 35% เป็นการชั่วคราว โดยเมื่อสามารถใช้เงินจากงบประมาณมาคืนได้ ก็จะทำให้เพดานหนี้ในส่วนดังกล่าวปรับลดลงมาอยู่ในระดับปกติที่ 30%