น้ำท่วมอ่วม! หอการค้าไทย ปรับคาดการณ์ความเสียหาย กระทบเศรษฐกิจ สูญ 2 หมื่นล้าน ภาคเกษตร 8 พันล้าน ภาคอุตสาหกรรม 1.2 หมื่นล้านบาท ฉุดจีดีพีทรุด0.15%
วันที่ 12 ต.ค.65 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนก.ย. 2565ว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 43.7 เป็น 44.6 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และสูงสุดในรอบ 8 เดือน แต่ยังต่ำกว่า 100 ซึ่งเป็นค่ากลาง โดยประชาชนมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น เห็นจากดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังอยู่ในระดับ 38.6 ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 53.3 ยังต่ำกว่า100 ทั้งสิ้น
ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีจุดเปราะบาง 2 เรื่องคือ 1.เสถียรภาพทางการเมืองหลังนายกรัฐมนตรีถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สะท้อนได้จากดัชนีความคิดเห็นสถานการณ์ทางการเมืองเดือน ก.ย.ที่ตกลงมาอยู่ที่ระดับ 33 ปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 6 เดือน และ 2.ปัญหาน้ำท่วมที่ขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้เริ่มระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
นายธนวรรธน์ กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนก.ย. ซึ่งสำรวจความเห็นจากภาคธุรกิจว่า ภาคธุรกิจเห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจเดือน ก.ย. เกือบทุกภาค ยกเว้น กรุงเทพ และปริมณฑล ปรับเพิ่มขึ้นอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งเป็นค่ากลาง โดย ภาคกลางอยู่ที่ 53.0 ภาคตัวตะวันออก 55 ภาคเหนือ และภาคอีสาน 51.2 ภาคใต้ 50.1 ขณะที่กรุงเทพและปริมณฑล ยังอยู่ที่ระดับ 48.7 จากการภาคท่องเที่ยว และส่งออกที่เริ่มฟื้น รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ยังกังวลจุดเสี่ยงเศรษฐกิจ2เรื่องเหมือนกับประชาชนคือ เสถียรภาพทางการเมือง และน้ำท่วมอาจทำให้เศรษฐกิจฟื้นช้า
“ปัญหาการเมืองและน้ำท่วมเป็นจุดเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ล่าสุด หอการค้าไทยได้ปรับเพิ่มประมาณการณ์ผลกระทบเศรษฐกิจจากปัญหาน้ำท่วม เป็น 1.2-2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนก.ย.ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 5 พัน-1หมื่นล้านบาท เพราะขยายวงกว้างขึ้น เข้าสู่จังหวัดพื้นที่อุตสาหกรรมอย่าง อยุธยา สระบุรี และนครสวรรค์
โดยภาคเกษตร เสียหายไม่มาก 6-8 พันล้านบาท เพราะยังท่วมเฉพาะพื้นที่พืชไร่ ยังไม่ลามไปปศุสัตว์ ยังไม่ทำให้ราคาอาหารแพงขึ้น ส่วนภาคอุตสาหกรรม จะเสียหายราว 6 พัน-1.2 หมื่นล้านบาท อาจฉุดให้จีดีพีภาพรวมประเทศลดลง 0.1-0.15% บั่นทอนเศรษฐกิจไม่มากนัก โดย ม.หอการค้าไทยยัง คงเป้าหมายจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 3.3-3.5% ส่วนค่าเงินบาท คาดว่าจะอยู่ระหว่าง37.5-38.5 บาท/ดอลลาร์“
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือคือ หามาตรการเยียวยาธุรกิจที่ได้ รับความเสียหายจากน้ำท่วมเช่น ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดูแลต้นทุนปัจจัยการผลิต ดูแลอัตราดอกเบี้ยไม่ให้ปรับขึ้นเร็วตามธนาคารกลางสหรัฐซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1-1.25% เร็วๆนี้ และดูแลให้เงินบาทมีเสถียรภาพไม่อ่อนค่าเร็วเกินไป โดยขณะนี้เงินบาทไทยหลุดกรอบ 38 บาท/ดอลลาร์ไปแล้ว
นายธนวรรธน์กล่าวถึงกรณีที่ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า เสนอให้รัฐบาลนำมาตรการช้อปดีมีคืนไปใช้ช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้ว่าเป็นนโยบายที่คุ้มค่ามากกว่าเสีย แม้ว่ารัฐจะสูญรายได้ภาษี 7 พัน-1 หมื่นล้านบาท แต่เงินจะสะพัดจะกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมากถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่รัฐบาลก็ยังจะมีรายได้เพิ่มจากภาษีแวตกลับเข้ามา รวมทั้งภาษีรายได้จากนิติบุคคลที่ฟื้นตัวจากอนิสงส์มาตรการด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับวงเงินงบประมาณของรัฐบาลว่ามีเพียงพอหรือไม่