นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศ เดือนก.ย. 2565 ว่า การส่งออกขยายตัว 7.8% มูลค่า 24,919 ล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้าขยายตัว 15.6% มีมูลค่า 25,772 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 853.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 41,360 ล้านบาท

โดยสินค้าส่งออกทุกหมวดยังขยายตัวดี หมวดเกษตรขยายตัว 2.7% มูลค่า 2,005 ล้านเหรียญสหรัฐ หมวดอุตสาหกรรมการเกษตร ขยายตัว 0.8% มูลค่า 1,734 ล้านเหรียญสหรัฐ และหมวดสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 9.4% มูลค่า 20,234 ล้านเหรียญสหรัฐ

สินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ ข้าว 2.7% ผลไม้แช่แข็ง 31.1% ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง 82.9% อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 19.8% น้ำตาลทราย 16.3% อาหารสัตว์เลี้ยง 13.4% อัญมณีและเครื่องประดับ 89.6% เป็นต้น ตลาดที่ขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 70% สหราชอาณาจักร 51.5% ซาอุดีอาระเบีย 36.7% CLMV 26.3% และสหรัฐ 26.2%

“การส่งออกเดือนก.ย. ยังขยายตัวดี เนื่องจากตลาดโลกเริ่มมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้นหลังโควิดคลี่คลาย ภาวะการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์เริ่มคลี่คลาย การส่งออกสินค้าเกษตรสามารถแข่งขันได้มากขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินบาท คาดว่าช่วงไตรสมาสุดท้ายปีนี้การส่งออกจะดีต่อเนื่อง ทำให้ทั้งปีนี้น่าจะมีมูลค่าราว 9 ล้านล้านบาท เติบโตได้ 8% ซึ่งมากกว่าเป้าหมายเดิมกว่าเท่าตัว”

นายจุรินทร์ กล่าวถึงภาวะการค้าช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) ว่า การส่งออกขยายตัว 10.6% มูลค่า 221,366 ล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้า ขยายตัว 20.7% มูลค่า 236,351 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ารวม 14,984 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 62,4784 ล้านบาท สำหรับตัวเลขขาดดุลขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากสาเหตุหลักเกิดจากราคานำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซที่ปรับสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก รวมทั้งยังมีการนำเข้าปัจจัยการผลิตมากขึ้นซึ่งเป็นการนำเข้าผลิตเพื่อส่งออกซึ่งสุดท้ายจะนำรายได้กลับเข้าประเทศ

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ดุลการค้ามีแนวโน้มขาดดุลลดลงแล้ว จากทิศทางการนำเข้าที่เริ่มลดลง โดยเดือนก.ย. ยอดขาดดุลการค้าลดลงเหลือ 41,360 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนส.ค. ที่ยอดขาดดุลอยู่ที่ 165,484 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน