นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ. พาณิชย์) ว่า กระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทยและสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้หารือถึงมาตรการกระตุ้นการส่งออกระยะเร่งด่วนปี 2566 เพื่อรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในปีหน้า และปัญหาสงคราม ราคาพลังงาน มาตรการซีโร่โควิดของจีนที่ยังยืดเยื้อ

โดยที่ประชุมมีมติจัดตั้งวอรูมกรอ.พาณิชย์ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชนทั้งหมด ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการส่งออกในปี 2566 โดยตั้งเป้าหมายที่จะบุกตลาดที่มีศักยภาพเพื่อเพิ่มยอดการส่งออกจากมาตรการปกติ จำนวน 3 ตลาด คือ 1.ตะวันออกกลาง 3 ประเทศคือ ซาอุดีอาระเบีย ยูเออี และกาตาร์ ตั้งเป้าเพิ่มตัวเลขส่งออกปี 2566 เติบโต 20% เพิ่มมูลค่าจาก 8,900 ล้านเหรียญ ในปี 2665 เป็น 10,300 ล้านเหรียญในปี 2566 หรือ 350,000 ล้านบาท โดยมี อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องปรับอากาศและวัสดุก่อสร้าง เป็นสินค้าเป้าหมาย

2.ตลาดเอเชียใต้ 3 ประเทศ คือ อินเดีย บังกลาเทศและเนปาล ตั้งเป้าส่งออกปี 2566 เติบโต 10% เพิ่มมูลค่าจาก 12,000 ล้านเหรียญ ในปี 2665 เป็น 13,200 ล้านเหรียญในปี 2566 หรือ 450,000 ล้านบาท โดยมี เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น เป็นสินค้าเป้าหมาย

และ 3.ตลาด CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ตั้งเป้าส่งออกปี 2566 เติบโต 10-15% เพิ่มมูลค่าจาก 28,000 ล้านเหรียญ ในปี 2665 เป็น 33,500 ล้านเหรียญ ในปี 2566 หรือ 1.14 ล้านล้านบาท โดยมี วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดพลาสติก สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเร่งรัดการค้าชายแดน เช่น อาหาร ผลไม้ ผักและสินค้าอื่นเป้าหมาย

“เศรษฐกิจโลกชะลอชัดเจน ปี 2564 โต 6% ปีนี้ IMF คาดว่าจะโตลดลงเหลือ 3.2% และปีหน้ามีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน ลดลงเหลือ 2.7% และยังมีความเสี่ยงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ ราคาพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร จึงต้องตั้งวอรูมมาดูแลเกาะติดสถานการณ์ และทำหน้าที่ขับเคลื่อนมาตรการเร่งผลักดันส่งออกระยะเร่งด่วน ซึ่งจะเน้นบุก 3 ตลาดใหญ่ที่มียอดการส่งออกรวมกันประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท โดยในปี 2566 ตั้งเป้าที่จะผลักดันมูลค่าการส่งออกให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นอีก 3 แสนล้านบาท”

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติให้กระทรวงพาณิชย์นำคณะเดินทางไปเปิดตลาดส่งออกในต่างประเทศสำคัญ คือ 1. UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) จะเป็นประตูสำคัญอีกประตูหนึ่งนอกจากซาอุดีอาระเบีย ส่งสินค้าไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

2.อินเดีย โดยเฉพาะรัฐคุชราต มีเมืองอาห์เมดาบัด ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของอินเดีย มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

และ 3.มณฑลยูนนาน ซึ่งไทยต้องเร่งรัดทำ Mini FTA เป็นที่ตั้งของด่านสำคัญของจีน คือ ด่านโม่ฮาน ขณะนี้รัฐบาลจีนเห็นชอบเปิดด่านได้แล้ว อาจมีปัญหาอุปสรรคในภาคปฏิบัติ จะเป็นโอกาสเจรจาร่วมกับมณฑลอำนวยความสะดวกการส่งออกสินค้าไทยไปจีนผ่านมณฑลยูนนานคล่องตัวขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งรัดขยายตลาดส่งออก โดยหันมาทำ Mini FTA ในตลาดเป้าหมายโดยไม่ต้องรอทำ FTA ในกรอบใหญ่ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการนานเกินไป คือ ทำ Mini FTA กับเมืองหรือเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอังกฤษ, เมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน และประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับหรือ JCC

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน