นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวเปิดงาน “Thailand Economic Montior Distributional Impact of Fiscal Spending and Revenue” ว่า หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง การดำเนินนโยบายการคลังเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 อาจไม่เหมาะที่จะใช้ดำเนินการ ในปีต่อๆ ไปในระยะข้างหน้า กระทรวงการคลังอาจต้องมาวิเคราะห์ดูมาตรการต่างๆ ที่ถือเป็น รายจ่ายที่รัฐบาลได้จ่ายไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยนโยบายการคลังอาจไม่สามารถใช้แบบกระจาย ได้เหมือนเดิม ต้องปรับมาเป็นแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
“อาจถึงเวลาที่เราต้องกลับเข้าสู่การดำเนินนโยบายแบบปกติ โดยเฉพาะการเดินหน้าเข้าสู่การจัดทำงบประมาณแบบสมดุล หลังจากที่ไทยขาดดุลงบประมาณมานาน จนส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะในระยะยาว”
ทั้งนี้ มีปัจจัยที่ท้าทายนโยบายการคลัง คือ การรักษาและลดแรงกดดันด้านราคาสินค้าอย่างเหมาะสม อัตราเงินเฟ้อทยอยลดลงภายในสิ้นปี 2565 อยู่ในระดับไม่เกิน 6% ซึ่งเป็นระดับที่น่าพอใจ ขณะเดียวกันต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ด้านนายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า คาดเศรษฐกิจไทยปี 2565 โต 3.4% ปี 2566 โต 3.6% ลดลงจากคาดการณ์เดิม 0.7% จากการชะลอตัวของอุปสงค์โลกที่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด แต่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนยังเป็นปัจจัยบวก
“เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2565 ฟื้นตัวกลับสู่การเติบโตก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ได้เร็วกว่า ที่คาด แต่ต้องยอมรับว่ายังตามหลังเวียดนามที่ฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการท่องเที่ยวของไทยที่คาดว่าจะกลับมาสู่ระดับปกติได้ในปี 2567 ส่วนหนี้สาธารณะได้ผ่านจุดสูงสุด ไปแล้วที่ระดับ 61.1% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีงบประมาณ 2565”
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวก็คาดว่าปี 2565 ความยากจนจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.6% จาก 6.3% ในปี 2564 เนื่องจากมาตรการบรรเทาผลกระทบของโควิด-19 จะสิ้นสุดลงท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อ ที่สูงขึ้น โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 1-2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566
ด้านนายฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังกลับเข้าสู่เส้นทางการเป็นประเทศที่มีรายได้สูง การเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และเพื่อรองรับผลกระทบด้านลบอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงเป็นเรื่องจำเป็น