ส.อ.ท.เผยต้นทุนพุ่งฉุดดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. 2565 ลดต่ำสุดในรอบ 7 เดือน อยู่ที่ 92.6 ชี้สัญญาณชะลอตัวภาคส่งออก
ความเชื่อมั่นอุตฯทรุด – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนธ.ค. 2565 อยู่ที่ระดับ 92.6 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 93.5 เป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 7 เดือน เนื่องจากปัจจัยลบจากภาคการผลิตที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งมีวันทำงานน้อยและวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ ส่งผลให้ดัชนีฯ คำสั่งซื้อสินค้า ปริมาณการผลิตและผลประกอบการปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีประกาศปรับขึ้นอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จาก 0.23% เป็น 0.46% ต่อปี ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังบั่นทอนกำลังซื้อในประเทศ อีกทั้งการส่งออกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและสภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม เดือนธ.ค. ยังมีปัจจัยบวกจากการขยายตัวของการบริโภคในประเทศ และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นด้านต้นทุนการผลิตส่งผลให้ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 99.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 97.0 เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศทยอยฟื้นตัวตามการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่ประเทศจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการโควิดเป็นศูนย์เร็วกว่าคาด ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทย
“การท่องเที่ยวในปีนี้จะกลับมาเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการส่งออกที่เริ่มลดความร้อนแรงลงเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยภาคการท่องเที่ยวต้องเร่งจำนวนเที่ยวบินเข้าประเทศ รวมทั้งการควบคุมโรคระบาดตามมาตรการสาธารณสุขให้สมดุลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เกิดการล็อกดาวน์ขึ้นอีกครั้ง”
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มีข้อเสนอต่อภาครัฐให้ช่วยมาตรการดูแลต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและราคาพลังงาน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค รวมทั้งการดูแลค่าเงินบาทให้มีความสมดุลทั้งกับผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท