หอการค้าไทย ผวา สินค้าไทย 7 กลุ่ม เสี่ยง อียู แบนนำเข้ากลางปีนี้ หากพบเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า หลังจากบรรลุข้อตกในการมีกฎหมาย

วันที่ 21 ก.พ.2566 นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อียู) ได้บรรลุข้อตกในการมีกฎหมายห้ามการนำเข้าผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป

นายวิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นคาดว่า จะกระทบต่อสินค้าส่งออกไทย 7 รายการ คือ น้ำมันปาล์ม, ปศุสัตว์, ถั่วเหลือง, กาแฟ, โกโก้, ไม้ และ ยางพารา ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พื้นที่ดินขนาดใหญ่ในการประกอบกิจการ ซึ่งอียูไม่ต้องการให้มีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำพื้นที่มาใช้ในการทำอุตสาหกรรม

นายวิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า โดยร่างกฎหมายนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรปเต็มคณะก่อนบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับใช้ประมาณเดือนมิ.ย.2566 อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผลกระทบ หลังสหภาพยุโรปผ่านกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ทำลายป่าแล้ว

ทั้งนี้ หลังจากกฎหมายมีผลใช้บังคับ ในช่วง 18 เดือนแรก คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปจะจัดให้ทุกประเทศคู่ค้าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงในการผลิตสินค้าที่อาจเชื่อมโยงกับการทำลายป่า โดยเตรียมทำการประเมินและจัดกลุ่มประเทศคู่ค้าเป็น 3 กลุ่ม คือ ระดับความเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ ซึ่งจะส่งผลในการปฏิบัติต่อผู้นำเข้าในช่วงต่อไป

นายวิศิษฐ์ กล่าวด้วยว่า โดยอียูจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดกับประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มระดับความเสี่ยงสูง โดยจะกำหนดให้ผู้นำเข้าจะต้องจัดทำข้อมูล และแสดงหลักฐาน เอกสารยืนยันว่า สินค้าไม่ได้ผลิตบนที่ดินที่มีการทำลายป่า กฎหมายดังกล่าวอาจจะกระทบต่อสินค้าจากประเทศไทยที่ส่งออกไปยังประเทศในสหภาพยุโรปด้วย

เนื่องจากผลของกฎหมายจะบังคับให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าจากทั่วโลกไปขายในยุโรปจะต้องจัดทำรายงานการตรวจสอบสถานะของผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาขายว่าตลอดห่วงโซ่การผลิตนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า โดยหลังจากกฎหมายมีผลใช้บังคับ 2 ปี จะมีการทบทวนขอบเขตของสินค้า และคำนิยามของการตัดไม้ทำลายป่าและการทำให้ป่าเสื่อมโทรมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการฐานสากล

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สินค้าส่งออกไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการออกกฎหมายดังกล่าวคือยางพาราและผลิตภัณฑ์ ซึ่งในปี 2564 มีมูลค่าส่งออกไปอียูมากถึง 1,693.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 8% ของการส่งออกไทยไปโลก, ไม้ มูลค่า 22.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสัดส่วน 9% ของการส่งออกไทยไปโลก,

เฟอร์นิเจอร์มูลค่า 19.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสัดส่วน 5% ของการส่งออกไทยไปโลก รวมไปถึงส่วนสินค้ากลุ่มอื่นๆ ได้แก่ วัวและผลิตภัณฑ์ ถั่วเหลือง โกโก้ และน้ำมันปาล์ม โดยไทยส่งออกไปอียูน้อย มีสัดส่วนต่ำกว่า 1% ของการส่งออกไปโลก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน