น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการคลังตั้งแต่ปี 2550 รัฐบาลต้องทำงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังช่วยกระตุ้นและดึงดูดการลงทุนเพิ่มจากภาคเอกชนด้วย (crowding-in effect)

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มีการบริหารเงินคงคลังให้เพียงพอต่อความต้องการใช้เงินในแต่ละช่วงเวลา โดยคำนึงถึงภาระดอกเบี้ย ซึ่งเป็นต้นทุนในการเก็บรักษาเงินคงคลังที่ไม่ควรจะมีมากเกินความจำเป็น

น.ส.กุลยา กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลแบบขาดดุล ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ในปี 2557 ขยายตัว 0.9% ปี 2558 ขยายตัว 2.9% และปี 2559 ขยายตัว 3.2% ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่า ในปี 2560 จะขยายตัวได้ 4.0% และปี 2561 ขยายตัวได้ 4.2% ซึ่งนับว่าเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 ปี

ในขณะที่ระดับหนี้สาธารณะของประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ จีดีพี ณ เดือนธ.ค. 2560 อยู่ที่ 41.76% ซึ่งต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไม่เกิน 60% ของจีดีพี สะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ

อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไป หากภาวะเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ รัฐบาลก็อาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยภาคเอกชนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังยังคงมีนโยบายที่มุ่งเน้นการจัดทำงบประมาณสมดุล พร้อมทั้งยังมีการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อเป็นการรักษากรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ และสามารถรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นต้นทุนในการเก็บรักษาเงินคงคลังที่ไม่ควรจะมีมากเกินความจำเป็น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน