น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2566 ที่ 3.7% แม้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี จะเห็นภาพการขยายตัวที่ดีกว่าครึ่งปีแรก โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งครึ่งปีหลังเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ดังนั้นตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2566 คงจะเห็นที่ประมาณ 28.5 ล้านคน และทำให้จีดีพีในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4.3% จากช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 3.0%
แต่เนื่องจากยังจะเผชิญหลายโจทย์สำคัญที่ท้าทายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยโจทย์หลัก คือ การจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะต้องติดตามผลการโหวตการเลือกนายกรัฐมนตรีในแต่ละครั้ง คือ วันที่ 13 ,29 และ 20 ก.ค.นี้ จึงต้องรอประเมินผลในแต่ละครั้งไปในกรณีที่โหวตครั้งแรกไม่ผ่าน มองว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เพราะภาคเอกชนกำลังรออยู่ รวมถึงจะกระทบต่องบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐด้วย
“เราจะคงประมาณการจีดีพีไว้ที่ 3.7% โดยให้น้ำหนักความเสี่ยงมาที่ปัจจัยการเมืองเป็นเรื่องหลักในขณะนี้ หากกรณีผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีออกมาเลวร้าย จีดีพีอาจจะอยู่ที่ประมาณ 2.5% อย่างที่สภาอุตสาหกรรมไทย (สอท.) ประเมินจีดีพีไว้ก็มีความเป็นได้ เพราะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งไม่ว่าปีนี้จะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ปัจจัยหลักที่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ ภาคการท่องเที่ยว”
นอกจากนี้ การส่งออกจะเป็นปัจจัยที่จะฉุดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงได้คงตัวเลขการส่งออกไว้ที่ -1.2% ซึ่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่มีสัญญาณชัดเจนขึ้นเป็นความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจอาเซียน และไทยที่พึ่งพาเศรษฐกิจจีนค่อนข้างสูง พร้อมกันนี้ในครึ่งปีหลังยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่มีความซับซ้อน ซึ่งเป็นโจทย์ที่รอการแก้ไขอีกด้วย
ขณะเดียวกันศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 2566 เป็น 2.25% จากเดิมคาดว่าอยู่ที่ 2.00% พร้อมคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะลดลงมาเหลือ 1.8% จากเดิม 2.8% ส่วนค่าเงินบาทในปีนี้ ยังคงประมาณการไว้ที่ 33.50 – 34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
น.ส.ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะอยู่ในกรอบประมาณ 88.5-91.0% จากระดับ 90.6% ณ สิ้นไตรมาส 1 ของปี 2566อย่างไรก็ดี สัดส่วนหนี้ดังกล่าวคงจะยังไม่ลดลงแตะ 80% ซึ่งเป็นระดับที่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อได้โดยไม่สะดุดภายในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ ขณะที่มาตรการจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำให้หนี้ใหม่โตช้าลง และหนี้เก่าลดลงเร็วขึ้นกว่าเดิม
สุดท้ายแล้ว อยากเห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลหนี้ก้อนใหญ่ ที่แก้ยากอย่างจริงจัง คือ เกษตร ครู และข้าราชการ (เฉพาะหนี้ครูและข้าราชการตำรวจก็มีสัดส่วนประมาณ 10.5% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด) รวมถึงหนี้ที่ย้ายออกจากระบบไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อีกหลักแสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการที่เคยออกมาแล้วอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังประกอบด้วยหนี้บุคคล และหนี้ธุรกิจรายย่อย ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการดำรงชีพของครัวเรือน และธุรกิจฐานรากของไทยในระยะข้างหน้า
น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า นอกจากภัยแล้งจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ที่คิดเป็นมูลค่าราว 4.8 หมื่นล้านบาทในปีนี้แล้ว ปรากฏการณ์เอลนีโญรอบนี้ อาจกดดันภาคการผลิตและบริการที่ใช้น้ำในสัดส่วนสูง นอกจากนี้ การขาดแคลนน้ำ อาจทำให้ธุรกิจต้องลดกำลังการผลิต หรือจำกัดการให้บริการ ส่งผลตามมาให้มีการสูญเสียรายได้ และสำหรับบางอุตสาหกรรมอย่าง เช่น อาหาร ยังมีต้นทุนวัตถุดิบเกษตรที่จะสูงขึ้นด้วย ขณะที่ประเด็นข้อกังวลเพิ่มเติมคือ ภัยแล้งข้างต้น อาจลากยาวไปถึงปี 2567 ด้วยโอกาสของความรุนแรงที่อาจมากกว่าในปี 2566