นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมการประเมินสถานการณ์น้ำ ว่า ปัจจุบันไทยเข้าสู่สภาวะเอลนีโญแล้ว แต่บางพื้นที่ยังคงมีแนวโน้มของปริมาณฝนตกเพิ่มมากขึ้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กอนช. กำชับจึงกำชับ สทนช. บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลัง กังวลฝนทิ้งช่วง และมีน้ำท่วมบางพื้นที่

สทนช. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ เร่งแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมา กอนช. ได้มีการออกประกาศแจ้งเตือนน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดมีพื้นที่ประสบอุกทกภัย จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน ร้อยเอ็ด ภูเก็ต ตรัง และสตูล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้ความช่วยเหลือตามข้อสั่งการรองนายกฯ โดยขณะนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายกลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา และ สสน. คาดการณ์ว่าในช่วงระหว่างวันที่ 15-19 ก.ค. 2566 จะมีโอกาสมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบน บริเวณชายขอบของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน และจะมีการใช้ข้อมูลคาดการณ์ฝนในการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ เพื่อพิจารณาออกประกาศแจ้งเตือนต่อไป

จากสถิติข้อมูลฝนสะสมในปีนี้ ปัจจุบันมีภาพรวมปริมาณฝนทั้งประเทศ ต่ำกว่าค่าปกติ 24% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากในระยะนี้มีฝนตกเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในบางพื้นที่ แต่เป็นลักษณะของน้ำท่วมขังในระยะเวลาไม่ยาวนานนัก และจากการประเมินสถานการณ์ฝน ONE MAP เบื้องต้น คาดว่าเดือนส.ค. จะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนมากกว่าค่าปกติ 3% มีแนวโน้มปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้นบริเวณภาคเหนือฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝั่งตะวันออก

ในส่วนพื้นที่ตอนกลางยังคงมีโอกาสเกิดฝนน้อย ในขณะที่เดือนก.ย. คาดว่าจะมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ 8% โดยมีปริมาณฝนลดลงในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง รวมถึงภาคกลางที่ยังมีฝนน้อย ประกอบกับได้มีการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งโดยแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA พบว่า ในช่วงตอนกลางของประเทศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออก ในพื้นที่ จ.สระแก้ว มีความเสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้งค่อนข้างมาก ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ บริเวณตอนกลางของประเทศจึงเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเกิดภัยแล้งมากที่สุด”

ปัจจุบันมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังน้ำน้อย จำนวน 4 แห่ง คือ ภาคเหนือ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ และบึงบอระเพ็ด ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ และภาคตะวันตก 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนปราณบุรี ซึ่งโดยปกติแล้วแหล่งน้ำในภาคตะวันตกจะสามารถช่วยเหลือในเรื่องการผลักดันน้ำเค็มของภาคกลาง และใช้เป็นน้ำต้นทุนผลิตประปาของกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำอื่นๆ ที่มีปริมาณน้ำน้อยเช่นกัน เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ ฯลฯ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนมีการใช้น้ำอย่างประหยัด รวมถึงต้องเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่

ในขณะเดียวกันก็มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังน้ำน้อย จำนวน 2 แห่ง คือ ภาคเหนือ 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนน้ำพุง โดยจะมีการบริหารจัดการน้ำและดูแลความปลอดภัยของเขื่อนอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนด้านท้ายน้ำ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน