นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส (Hamas) หรือองค์กรการเมืองติดอาวุธของชาวปาเลสไตน์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงกว่า 4 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงตลาดซื้อขายของเอเชีย ซึ่ง ณ วันที่ 9 ต.ค. 2566 น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ราคาปรับเพิ่มขึ้น 4.18 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือ 4.94% ที่ระดับ 88.76 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และ น้ำมันดิบเวสต์เท็สซัส (WTI) ราคาปรับเพิ่มขึ้น 4.23 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือ 5.11% ที่ระดับ 87.02 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

“สถานการณ์น้ำมันดิบราคาพลิกฟื้นกลับขึ้นมาจากระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน หลังถูกเทขายมานานหลายสัปดาห์ จากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบความต้องการทั่วโลก ซึ่ง สนพ. จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานที่อาจจะเกิดขึ้นให้สามารถดำเนินการบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อประชาชนในระยะต่อไป”

สำหรับเดือนก.ย. 2566 พบว่าราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนส.ค. เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน จากความกังวลต่ออุปทานตึงตัวหลังซาอุดีอาระเบีย ขยายระยะเวลาในการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมที่ 1.0 ล้านบาร์เรล/วัน ไปถึงสิ้นปี 2566 ขณะที่รัสเซีย ปรับลดการส่งออกลง 3 แสนบาร์เรล/วัน จนถึงสิ้นปีนี้เช่นกัน

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นท่ามกลางความกังวลต่ออุปทานจากการปิดซ่อมบำรุงฉุกเฉินของโรงกลั่นในสหรัฐ อีกทั้งเศรษฐกิจจีนในเดือนส.ค. 2566 ปรับตัวดีขึ้นหลังรัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น 4.5% จากปีก่อนหน้า อีกทั้งปริมาณการกลั่นของโรงกลั่นในจีนปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 20% จากปีก่อนหน้า แตะระดับสูงสุดในรอบประวัติการณ์ที่ 15.3 ล้านบาร์เรล/วัน หลังความต้องการใช้ในประเทศและการส่งออกเพิ่มขึ้น

ในส่วนราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลของประเทศไทยและต่างประเทศ ณ วันที่ 25 ก.ย. 2566 พบว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน ประเทศสิงคโปร์ มีระดับสูงสุดในกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 78.82 บาท/ลิตร ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 ของกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 39.95 บาท/ลิตร

ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลนั้น ประเทศสิงคโปร์ มีระดับสูงสุดในกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 73.02 บาท/ลิตร ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 8 ของกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 29.94 บาท/ลิตร อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง มาตรการด้านภาษี และนโยบายการชดเชยราคาน้ำมันของประเทศนั้น

นายวัฒนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานประจำเดือนก.ย. 2566 กลุ่มโอเปก ได้คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกว่า จะปรับเพิ่มขึ้นอีก 2.25 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2567 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกในปีหน้าที่มีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะเติบโตขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2567 ทั้งยังคงมีปัจจัยลบจากความต้องการใช้น้ำมันและเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง หลังพายุไต้ฝุ่น Haikui ได้เข้าถล่มฮ่องกง และเซินเจิน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง ประกอบกับค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ยังคงแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความน่าสนใจน้อยลงสำหรับผู้นำเข้าที่ถือสกุลเงินอื่น รวมทั้งราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในอาเซียน ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกประเทศ

ทั้งนี้ สนพ. ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกอย่างใกล้ชิด พบปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่น่าจับตามอง โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้คาดการณ์ตลาดน้ำมันดิบจะเข้าสู่ภาวะขาดดุลอย่างมากในไตรมาส 4/2566 ที่ประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน เนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบปรับลดลงจากการขยายมาตรการปรับลดกำลังการผลิตของซาอุดีอาระเบียและรัสเซียจนถึงสิ้นปีนี้

ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2566 สอดคล้องกับการคาดการณ์ของกลุ่มโอเปกที่คาดว่าตลาดจะขาดดุลมากสุดในรอบ 5 ปี สำหรับปี 2567 IEA คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันดิบจะเติบโตที่ราว 1.0 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่อุปทานจะปรับเพิ่มขึ้นราว 1.7 ล้านบาร์เรล/วัน ส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะเกินดุลอีกครั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน