นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมองเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้นจากภาวะสงครามอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ซึ่งอาจมีผลต่อการส่งออกในระยะข้างหน้า กกร. จึงปรับประมาณการส่งออกปี 2566 ใหม่เป็น ติดลบ-2% – ติดลบ-1% ประกอบกับความกังวลต่อค่าเงินบาทที่อยู่ในทิศทางอ่อนค่า แม้จะสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ แต่เป็นปัจจัยกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล จากความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้น
“สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส เป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานในตลาดโลก หากสงครามรุนแรงและขยายวงกว้างไปถึงประเทศที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงแตะระดับ 140-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ และอาจกระทบกับการค้ากับตะวันออกกลางโดยรวม คิดเป็น 4% ของการส่งออกของไทย ประกอบกับต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นภาระการคลัง และค่าครองชีพของผู้บริโภค”
ทั้งนี้ หากสงครามอยู่ในวงจำกัด คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะยังอยู่ต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะกระทบ 0.1-0.3% เท่านั้น ส่วนผลกระทบจากสงครามต่อการค้า การท่องเที่ยวยังไม่มากนัก เพราะไทยมีการค้ากับอิสราเอล ปาเลสไตน์ และประเทศรอบข้างเพียง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือต่ำกว่า 0.3% ของการค้าระหว่างประเทศ และมีนักท่องเที่ยวราว 2 แสนคนต่อปี หรือต่ำกว่า 1% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าหลักของไทย คือ สินค้าเกษตรและยานยนต์ ที่มีแนวโน้มขยายตัว ประกอบกับการขยายมาตรการยกเว้นการขอวีซ่านักท่องเที่ยวเพิ่มเติมให้กับอินเดียและไต้หวันในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) รวมทั้งแรงหนุนจากมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนของภาครัฐ จะช่วยประคองเศรษฐกิจ ที่ประชุม กกร.จึงยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2566 อยู่ที่ 2.5-3% และเงินเฟ้อ 1.7-2.2%