นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนก.ย. 2566 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 25,476.3 ล้านเหรีญสหรัฐ ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน คิดเป็นมูลค่าเงินบาท 888,666 ล้านบาท หดตัว 0.1% และเมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนก.ย. ขยายตัว 1.0%
ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 23,383.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 8.3% คิดเป็นมูลค่าเงินบาท 825,310 ล้านบาท หดตัว 10.2% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 2,092.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 63,355 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 2566 การส่งออกมีมูลค่า 213,069.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 3.8% คิดเป็นมูลค่าเงินบาท 7,268,400 ล้านบาท หดตัว 3.4% และเมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่า หดตัว 1.2% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 218,902.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 6.0% คิดเป็นมูลค่าเงินบาท 7,558,144 ล้านบาท หดตัว 5.9% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 5,832.7 ล้าน ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 289,744 ล้านบาท
“ขณะนี้สงครามอิสราเอล-ฮามาส ยังจำกัดวง ทำให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ 80-90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ค่าระวางเรือยังไม่เพิ่มขึ้น เงินบาทยังคงอ่อนค่า ขณะที่การส่งออกข้าว รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญยังโตต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ส่งออกมีการรับออเดอร์สินค้าเพื่อส่งมอบยาวไปจนถึงเดือนธ.ค. แล้ว จึงคาดว่าในช่วงโค้งสุดท้ายการส่งออกของไทยส่งออก จะขยายตัวเป็นบวก โดยไตรมาสที่ 4 จะโตบวกได้ 7% ทำให้ส่งออกทั้งปีนี้ติดลบน้อยมาก ราว -1.5% ถึง -1% คิดเป็นมูลค่า 283,100-284,600 ล้านเหรียญสหรัฐ”
นายชัยชาญกล่าวคาดการณ์การส่งออกปี 2567 ว่า จะขยายตัวเป็นบวกได้แน่นอนราว 0-2% หากสถานการณ์สงคราม อิสราเอล-ฮามาส ไม่ขยายวง โดยหากจะให้การส่งออกโต 0% จะต้องผลักดันการส่งออกให้มีมูลค่าเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 23,580 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากต้องการให้เติบโต 2% ต้องส่งออกให้ได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 23,930 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ปีหน้ายังคงมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ทำให้การส่งออกอาจไม่เป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกอย่างสงครามอิสราเอล-ฮามาส การฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ อย่างจีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และภาระต้นทุนการกู้เงินของผู้ประกอบการ
“เพื่อลดความเสี่ยงด้านภาระต้นทุนการผลิตให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทย ในเดือนต.ค. 2566 เริ่มมีอัตราติดลบแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลควรปรับขึ้นค่าแรงในอัตราที่เหมาะสมโดยผ่านกลไกลคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และเร่งเติมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ”