นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึง แนวโน้มการส่งออกปี 2566 ว่าจะขยายตัวติดลบ 1% มีมูลค่า 284,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากดัชนีภาคการผลิต PMI ประเทศคู่ค้าหลักฟื้นตัวช้า และบางประเทศหดตัวลง อาทิ สหรัฐ ญี่ปุ่น เวียดนาม โดยเฉพาะยุโรปทรงตัวต่ำกว่ระดับ 50 ต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน

ส่วนแนวโน้มการส่งออกในปี 2567 คาดการณ์ว่าจะกลับมาเติบโตเป็นบวก 1-2% มีมูลค่า 286,500-289,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหาร ผลไม้ ยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอิเล็คทรอกนิกส์ ยังเติบโตต่อเนื่อง เป็นอุตสาหกรรมเรือธงที่ช่วยขับเคลื่อนการส่งออกปีหน้า ขณะที่ตลาดใหม่ อาทิ ลาติน แอฟริกา ตะวันออกกลาง ก็ขยายตัวสูง

รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบทิศทางการอ่อนค่า อยู่ในกรอบ 34.9-35.10 บาท/เหรียญสหรัฐ ช่วยเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันให้กับสินค้าไทย ส่วนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงคาดว่ายังทรงไม่กดดันต่อราคาค่าระวางเรือให้ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากตัวเพราะความต้องการใช้น้ำมันในภาคการผลิตของประเทศเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง จีนยังชะลอตัว

“การส่งออกปีหน้าถือว่าเป็นปีที่ยากลำบาก เพราะเราจะต้องเจอกับพายุเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าปีนี้ จากเศรษฐกิจโลกที่จะจะชะลอชัดเจนขึ้น รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องภัยแล้งเข้ามากระทบเพิ่ม แต่มั่นใจว่าเราจะฝ่ามรสุมเศรษฐโลกไปได้ โดยพึ่งพาการส่งออกกลุ่มอาหาร ยานยนต์ และยังมีค่าเงินบาทที่อ่นค่าเป็นโบนัสให้กับการส่งออกอีกด้วย”

นายชัยชาญกล่าวยอมรับว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้การส่งออกปี 2567 ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย คือ เศรษฐกิจทั่วโลกเติบโตได้น้อยกว่าที่คาดมีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จากภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ, อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงทรงตัวระดับสูง, ดัชนีภาคการผลิต (PMI) ในตลาดสำคัญ มีแนวโน้มหดตัว โดยเฉพาะสหรัฐ ญี่ปุ่น เวียดนาม และยังมีความกังวลเรื่องต้นทุนภาคการผลิตที่ยังมีความไม่แน่นอน อาทิ การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าและค่าแรงขั้นต่ำ ของรัฐบาล

ทั้งนี้ ผู้ส่งออกจะต้องเร่งบริหารต้นทุนการผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทย โดยเฉพาะต้นทุนค่าไฟ ค่าจ้างขั้นต่ำ และ เร่งรัดการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก และขยายการจัดทำเอฟที เพื่อสร้างแต้มต่อและลดอุปสรรคให้สินค้าไทย

นายชัยชาญ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า เราต้องให้เกียรติคณะกรรมการไตรภาคีในการพิจารณาปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำเนื่องจากมีการหารือ และวิเคราะห์ข้อมูลมาอย่างรอบด้านแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องรับฟังความเห็นจากฝ่ายนโยบาย โดยเฉพาะกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความคิดเห็นด้วย ซึ่งหากประเทศไทยจะก้าวข้ามปัญหาเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และขจัดปัญหาความขัดแย้งเรื่องการกำหนดอัตราที่เหมาะสม ผู้ประกอบการภาคเอกชนจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองหันมาลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิต และลดการพึ่งพิงแรงงานคน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทย โดยรัฐบาลจะต้องเข้ามาสนับสนุนงบประมาณในการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงาน

รวมทั้งจะต้องมีการปรับโครงสร้างค่าจ้างทั้งระบบ โดยให้มีการจ่ายค่าแรงตามระดับของทักษะแรงงาน นอกเหนือไปจากการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งปัจจุบันแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ได้รับอัตราค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่คณะกรรมการไตรภาคีมีการประกาศอยู่แล้ว

“ขณะนี้ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่ หากปรับขึ้นตามมติ คณะกรรมการไตรภาคี เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก เพราะจะไม่ส่งผลกระทบทำให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่หากขึ้นมากกว่ามติ ไตรภาคี ผู้ประกอบการก็อาจจะผลักภาระ ด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าจะกระทบต่อการส่งออกแน่นอน ส่วนการปรับขึ้นค่าไฟก็เช่นกัน ต้องรอดูว่าจะปรับขึ้นมากน้อยแค่ไหน หากปรับมากก็จะกระทบกับภาคการส่งออก และราคาสินค้าเช่นกัน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน