นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า เอสซีบี อีไอซี ปรับลดประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2566 เหลือ 2.6% จากเดิมประมาณการไว้ 3% ด้วยการขยายตัวในไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาดมาก เป็นผลมาจากการใช้จ่ายภาครัฐงขยายตัวต่ำจากความล่าช้าของ พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี 2567 และการท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามที่คาด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากประมาณการเดิมทั้งปีเหลือ 28.3 ล้านคน ส่วนหนึ่งจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวช้า
สำหรับในปี 2567 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 3% (ไม่รวมดิจิทัลวอลเล็ต หากรวมคาดว่าจะเริ่มในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า จะมีผลต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอีก 1-2%) ซึ่งมองว่าในปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นช้า และขยายตัวต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ จากแรงส่งเศรษฐกิจที่ชะลอลง ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่เติบโตสูงในปี 2566 และรายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ในขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดจะเข้ามาไว้ 36.2 ล้านคน เป็นกทาปรับลดจาก 38 ล้านคนที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ และการลงทุนภาครัฐที่ยังชะลอตัว แต่การส่งออกปีหน้าจะกลับเติบโตได้ 3.7% เพราะมูลค่าการค้าโลกจะฟื้นตัว จากปีนี้ที่ติดลบ 1.5%
“เศรษฐกิจไทยแม้จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง กำลังเข้าสู่ภาวะปกติที่ไม่เหมือนเดิม ด้วยศักยภาพของไทยกำลังจะลดลง ส่งผลต่อในระยะยาวของเศรษฐกิจไทยโตช้า จะเติบโตเฉลี่ยที่ 3.03% ในระยะ 20 ปี นับจากปี 2567-2588 มีความเปราะบาง รายได้ของประชากรต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง ในขณะที่ภาคธุรกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และยังเผชิญกับความไม่แน่นอน ที่มีมากขึ้นทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ อย่าจีน ภาวะการเงินโลก ปัญหาสภาพอากาศ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยในประเทศจากนโยบายรัฐบาล”
น.ส.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ด้วยปัญหาด้านโครงสร้าง ซึ่งเศรษฐกิจไทยใช้เวลาถึง 4 ปีฟื้นตัวจากโควิด-19 ถือเป็นประเทศอันดับท้ายๆ ของโลก โดยไทยเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวในปลายปี 2566 และในปี 2567 ความท้าทายเศรษฐกิจไทยยังมีอยู่มาก
สำหรับเศรษฐกิจโลกในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเป็น 2.5% จาก 2.7% ในปี 2566 จากผลของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเงินออมส่วนเกินที่ใกล้หมด โดยเฉพาะสหรัฐ นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มชะลอลง ทั้งในระยะสั้นและระยะปานกลาง จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กดดัน พร้อมความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และยุโรปจะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วขึ้นเป็นไตรมาส 2 ปี 2567 ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เชื่อว่าจะคงดอกเบี้ยระดับ 2.5% นี้ต่อไปถึงตลอดปี 2567