นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนพ.ย. 2566 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 23,479.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4.9% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 847,486 ล้านบาท หดตัว 0.2% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนพ.ย. ขยายตัว 4.0%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 25,879.1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 10.1% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 944,873 ล้านบาท ขยายตัว 4.8% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือน.ย. 2566 ขาดดุลเท่ากับ 2,399.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 97,387 ล้านบาท

ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนม.ค.-พ.ย. 2566 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 261,770.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 1.5% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 9,013,184 ล้านบาท หดตัว 1.8% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงม.ค.-พ.ย. หดตัว 0.5%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 267,935.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 3.8% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 9,341,112 ล้านบาท หดตัว 4.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนม.ค.-พ.ย. 2566 ขาดดุลเท่ากับ 6,165.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 327,928 ล้านบาท

ทั้งนี้ คาดการณ์เป้าหมายการทำงานด้านการส่งออกรวมทั้งปี 2566 หดตัวที่ -1% ขณะที่ปี 2567 คาดการณ์ส่งออกของไทยเติบโตที่ 1-2% โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังที่สำคัญ ได้แก่ 1. การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยค่าเงินบาทเคลื่อนตัวอยู่ในกรอบ 34-35 บาท เฝ้าติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐ ที่ทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง คาดการณ์ว่า FED อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไตรมาสที่ 1/2567 2.อัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายประเทศยังคงทรงตัวระดับสูง แต่เริ่มมีแนวโน้มที่จะทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในบางประเทศแล้วจากสภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มผ่อนคลายลง

3.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะสถานการณ์วิกฤตในทะเลแดง (Red sea) บริเวณช่องแคบบับ อัล-มันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าหลักไปทวีปยุโรปและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นและใช้ระยะเวลาการขนส่งสินค้านานขึ้น 4. ดัชนีภาคการผลิต (PMI) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ณ ระดับ 47.9 44.4 และ 47.9 ตามลำดับ และ 5.ความกังวลเรื่องต้นทุนภาคการผลิตที่ยังมีความไม่แน่นอน อาทิ ค่าไฟฟ้า (ธ.ค. 2566 ที่ 3.99 บาท กรอบใหม่ 4.68 บาท) และค่าแรงขั้นต่ำ (ครม. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2-16 บาท) ค่าระวางเรือเส้นทางยุโรปเริ่มปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น

นายชัยชาญ กล่าวว่า สรท. มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.จากวิกฤตสถานการณ์ทะเลแดง ภาครัฐและเอกชนต้องบริหารจัดการการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเลร่วมกัน โดยขอให้นำเรือใหญ่เข้ามาขนถ่ายสินค้าในไทยมากขึ้น สนับสนุนกิจกรรม Transshipment และยกระดับท่าเรือสงขลาโดยการขุดลอกร่องน้ำลึก ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนทางอ้อมและเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับ ผู้ประกอบการ

2.เพื่อให้การส่งออกปี 2567 อยู่ในทิศทางที่สามารถเติบโตได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการโดยตรง อาทิ ต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า ค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราดอกเบี้ย ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันควรมีมาตรการ Soft Loan เพื่อเสริมสภาพคล่องโดยเฉพาะกลุ่ม SME จากความผันผวนที่คาดการณ์ได้ยาก และ 3.สนับสนุนงบประมาณในการเปิดตลาดศักยภาพใหม่ ในปี 2567 รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยเพิ่มมากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน