น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า วันที่ 15 ก.พ.2567 เป็นวันสุดท้ายของมาตรการ Easy E-Receipt โดยเบื้องต้น ยืนยันไม่มีการขยายมาตรการออกไป ซึ่งกรมประเมินว่ามาตรการดังกล่าวได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ โดยมีร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการอยู่ในฐานภาษีเพิ่มขึ้น มากกว่า 9,000 ร้านค้า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 4,000 ร้านค้า ขณะที่ยอดผู้ใช้มาตรการจะมีวงเงินที่หักลดหย่อนเข้าร่วมเท่าไหร่ จะต้องรอการยื่นแบบรายการเสียภาษีเงินได้ในปี 2568 อีกครั้ง
“ปัจจุบันมีร้านค้าที่อยู่ในระบบ 100,000 ราย จากมาตรการที่ออกไป ได้ร้านค้าเข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษี e-tax เกือบ 10,000 รายแล้ว ส่วนที่เหลือ กรม จะเร่งให้เข้ามาอยู่ในระบบ โดยพบว่า ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุนของร้านค้าต่างๆ ทำให้ไม่มีความสะดวกในการเข้าร่วม กรม จะกลับไปทบทวนระบบและพัฒนา เพื่อดึงร้านค้ากลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในฐานภาษีให้มากที่สุด”
น.ส.กุลยา กล่าวว่า กรมสรรพากร ได้ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ออกใบกำกับภาษีปลอม 5 แห่ง โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดเอกสารใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย และได้จับกุมผู้กระทำผิด โดยพบความเสียหายมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท โดยผู้ประกอบการทั้งที่เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีและผู้ใช้ใบกำกับภาษีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่ได้มีการประกอบกิจการจริง จะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา
สำหรับโทษทางแพ่ง ต้องรับผิดเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมายอีก 1.5% ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษี และโทษทางอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท
ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าว เป็นการทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายกันจริง ส่วนผู้ออกต้องรับผิดทางแพ่งแล้ว ยังมีโทษทางอาญาด้วยในฐานความผิด โดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเสี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก
ขณะที่ผู้นำใบกำกับภาษีไปใช้ ถือเป็นภาษีต้องห้ามไม่มีสิทธินำมาใช้เป็นเครดิตต้องรับผิดชอบทางแพ่ง และมีโทษทางอาญาในฐานความผิดใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยเจตนานำใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้
“เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ใช้ใบกำกับภาษีต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่มีตัวตนจริง และเป็นผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีเท่านั้น กรมฯขอแนะนำให้ผู้ประกอบกิจการเข้าสู่ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปลอมแปลงใบกำกับภาษี ลดความซ้ำซ้อนและลดปัญหา การจัดการเอกสารที่อยู่ในรูปแบบกระดาษ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเอกสาร เพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร”น.ส.กุลยา กล่าว