นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง เปิดเผยในงานมอบรางวัลกองทุนหมุนเวียนว่า ได้มอบหมายให้ทุกกองทุนเร่งรัดการลงทุน ในช่วงที่พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ยังไม่มีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกันในวันที่ 22 ก.พ.นี้ จะเรียกทุกกระทรวง รวมถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อเร่งรัดเบิกจ่าย และลงทุนต่างๆ โดยยืนยันว่า ขณะนี้ภาครัฐได้ใช้มาตรการการคลังในทุกด้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในเติบโตในระยะถัดไป

ส่วนมาตรการด้านการเงิน ขอไม่ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว โดยที่ผ่านมาเชื่อว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีนัดพิเศษหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา เพราะในวันนี้ข้อมูล บริบททางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้ว

“เรื่องการประชุม กนง.นัดพิเศษ ผมคงไม่ก้าวล่วงว่าจะมีหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการจะไปพิจารณา ข้อมูลที่มันเปลี่ยนไป เขาจะต้องทำอะไรหรือไม่ ไม่ก้าวล่วงแน่นอน ส่วนมาตรการด้านการคลังทำไปค่อนข้างมากแล้ว ทั้งมาตรการลดหย่อนภาษีต่างๆ มาตรการ easy e-receipt เป็นต้น”นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ส่วนมาตรการ LTV ที่ผ่านมาได้ขอให้ ธปท. ทบทวนมาตรการดังกล่าว แต่ยังไร้การตอบรับในเรื่องนี้ ขณะที่ทางด้านกระทรวงการคลัง ที่ทำมาตลอดคือ มาตรการด้านภาษี การช่วยค่าธรรมเนียม การโอน การจดจำนอง จนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนจะพิจารณาขยายต่อไปอีกได้หรือไม่ จะต้องมาพิจารณาอีกครั้งในช่วงสิ้นปี

“เรื่อง LTV ก็ขออ้อนวอน ธปท. ไปหลายรอบแล้ว ไม่รู้จะใจอ่อนเมื่อไหร่ ซึ่งหากใจอ่อนเมื่อไหร่ มองว่าจะช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ได้”นายกฤษฎา กล่าว

ส่วนข้อเสนอของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่จะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอทบทวนกรอบวงเงินกู้อีกครั้ง จากปี 2565-2566 ที่รัฐบาลเคยให้กรอบวงเงินกู้ได้ไม่เกิน 150,0000 ล้านบาท โดยทำเรื่องกู้รวมไปแล้ว 1.05 แสนล้านบาท โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังเหลือเงินกู้ที่สามารถเบิกจากสถาบันการเงินได้อีกประมาณ 30,000 กว่าล้านบาทนั้น หากใกล้ๆแล้วค่อยนำเรื่องนี้มาหารือกันอีกครั้ง

“วันนี้เขาใช้ยังไม่ถึง ใกล้ๆ ค่อยมาคุยกัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูในเรื่องรายได้ เพราะว่ารายได้ก็เป็นเรื่องสำคัญ และมีช่องทางอื่นช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการอุดหนุนน้ำมันดีเซลต่ออีกหรือไม่ ที่จะสิ้นสุดในเดือนเม.ย.นี้ ก็ขอดูในเรื่องของรายได้ ว่าหากรายได้เก็บเกินเยอะก็โอเค แต่หากยังเก็บแล้วสุ่มเสี่ยงไม่เป็นไปตามเป้าของงบประมาณที่ 2.78 ล้านล้านบาท ก็ห่วงในเรื่องของเงินคงคลัง”นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2567 ว่า สำหรับการจัดเก็บรายได้คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยยอมรับว่า การตั้งเป้าเดิมสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก เนื่องจากในการตั้งเป้าหมายนั้น ตั้งบนสมมติฐานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่คาดว่าปีนี้จะเติบโต 3.8-3.9% แต่ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้ปรับลดประมาณการลงมา ดังนั้นจึงพยายามบริหารจัดการเพื่อให้การจัดเก็บรายได้เป็นไปตามเป้าหมาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน