ทีดีอาร์ไอแนะ 3 ทางปลดล็อกประเทศไทย กฎหมายโบราณ-การศึกษาท่องจำ-ทดลองโดยไม่เรียนรู้ ด้านประธานซีพี มองนายกฯ ไปต่างประเทศชวนต่างชาติลงทุนมีประโยชน์ ทำไทยกลับมาสู่แผนที่โลก
เมื่อวันที่ 20 มี.ค.67 หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จัดงานสัมมนา “Prachachat Business Forum 2024 ฝ่าพายุความเปลี่ยนแปลง“ ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) บรรยายพิเศษในหัวข้อ Unlocked Thailand กล่าวว่า ถึงเวลาที่ต้อง Unlock ประเทศไทย และคืออะไรที่ล็อกประเทศไทยอยู่ โดยขอยก 3 ข้อ คือ 1.กฎระเบียบโบราณ โดยภาครัฐเป็นตัวอย่างที่มีกฎระเบียบโบราณ เป็นตัวสำคัญที่มัดประเทศไทยไว้ อย่าง กฎหมายคนเข้าเมืองที่อายุ 45 ปี นายกรัฐมนตรีอุตส่าห์ดึงนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทย แต่นักลงทุนต้องรายงานตัวทุก 90 วัน
รวมทั้งกฎหมายการพนัน อายุ 89 ปี กฎหมายเครื่องขยายเสียง 74 ปี กฎหมายค้าของเก่าอายุ 93 ปี ทั้งที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคโลว์ คาร์บอน ต้องรีไซเคิล ไปสู่เศรษฐกิจ BCG แต่ยังติดกฎหมายค้าของเก่า ห่วงเรื่องโบราณวัตถุต่างๆ จึงควบคุมอย่างเข้มข้น โดยทั้งหมดยังเป็นกฎระเบียบโบราณ ปัจจุบันไทยห่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเทเงินเข้าไปในระบบ แต่จริงๆ วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีมากโดยไม่ต้องใช้เงิน คือ การแก้ไขกฎระเบียบให้ชาวบ้านทำมาหากินได้ง่ายขึ้น
เรื่องที่ 2. ระบบการศึกษาของไทยเป็นแบบจำท่อง ทำให้ไม่สามารถเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ โดยพบว่าการศึกษาไทยแย่ลงมาโดยตลอด โดยพบว่า การสอบ PISA ตกต่ำในรอบ 20 ปี และยังพบว่า 67 ประเทศใช้หลักสูตรที่เน้นพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ขณะที่สิงคโปร์มีการปรับหลักสูตรทุก 6 ปี ขณะที่ไทยไม่ได้ปรับหลักสูตรตั้งแต่ปี 2551 เท่ากับการเปิดตัวไอโฟนรุ่นแรก จนปัจจุบันไอโฟน 15 แล้ว
3. ปลดล็อกวิธีการทำงาน การทดลองโดยไม่เรียนรู้ เราชอบทดลองโดยไม่เรียนรู้ ถ้าเราไม่เรียนรู้ ไม่เก็บผลมาประเมินต่อไปให้ดีขึ้น เราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศที่แก้ยากๆ ได้ โดย 2 เรื่องสำคัญ ที่กระบวนการวางแผนอาจจะดีไม่พอ คือ การแจกเงินดิจิทัล ไม่ใช่การแจกเงินครั้งแรกในโลก การแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ คิดมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้ง เช็คช่วยชาติ เราชนะ คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน และปัจจุบันจะทำเงินดิจิทัล
“ประสบการณ์ต่างๆ ที่จะช่วยทำให้การวางแผนดีขึ้นและกระตุ้นเศรษฐกิจได้สำเร็จ โดยการจะทำให้สำเร็จต้องดูบทเรียนในอดีต ถ้าศึกษาดูจะพบว่าตัวคูณทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการอัดฉีดเงินไม่ได้สูงอย่างที่รัฐบาลปัจจุบันคาดการณ์ไว้ เพราะตัวคูณการแจกเงินค่อนข้างน้อยเพียง 0.4-0.5% เท่านั้น ไม่ได้สูงขึ้น เป็นลมพายุอย่างที่รัฐบาลบอกว่าจะเป็นพายุหมุน 4-5 รอบ“
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า การแจกเงินโดยไม่ระวังวินัยการเงินการคลัง มีบทเรียนมาแล้วทั่วโลก อาจเกิดความเสี่ยงสูงได้ หากรัฐบาลไม่รักษาฐานะทางการคลังให้ดี แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นมา พร้อมจะทำให้บริษัทเอกชนจะถูกลดเครดิตเรตติ้งไปด้วย ตามการลดเครดิตเรตติ้งประเทศ ดังนั้นจึงอยากให้คิดเรื่องนี้ให้รอบคอบ
ส่วนอีกเรื่องคือ อยากให้เห็นบทเรียนกับการที่รัฐบาลมีปัญหากับธนาคารกลางไม่ใช่เรื่องดี เช่น ตุรกี ไล่ผู้ว่าการแบงก์ชาติออก 3 คน สั่งลดดอกเบี้ย ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น 80% และรัฐบาลอังกฤษ ลดภาษี ขาดดุลการคลัง ไม่ฟังผู้ว่าแบงก์ชาติ เงินปอนด์ดิ่ง ตลาดป่วน และสุดท้ายคือ นายกรัฐมนตรีลาออก
ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลสนใจ แต่กระบวนการวางแผนยังค่อนข้างมีปัญหา อยากเห็นรัฐบาลคิดให้ดี คิดให้รอบคอบก่อน เพราะโครงการขนาดใหญ่จะไม่สำเร็จ เนื่องจากมองโลกดีเกินจริง เมินความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และใช้อำนาจปั้นตัวเลข เสกออกมาให้สวย เพื่ออยากลงทุนทำโครงการ หัวใจสำคัญ คือ การวางแผน การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้ดี
ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) บรรยายพิเศษหัวข้อ The new chapter ธุรกิจไทย (ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม) ว่า ความเปลี่ยนแปลงระดับโลกระหว่างปี 2023-2030 มี 6 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ความเหลื่อมล้ำ 2.ปฏิรูปดิจิทัล 3.ความผันผวนภูมิอากาศ 4.ขั้วอำนาจเศรษฐกิจที่จะกระจายเป็นหลายขั้ว นอกเหนือจากขั้วสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีนในปัจจุบัน 5.พฤติกรรมผู้บริโภค และ6.สุขภาพมนุษย์
ในขณะที่ในปี 2567 นี้ เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน จีน และอินเดีย เติบโตต่อเนื่อง และเติบโตมากกว่าค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลก โดยเศรษฐกิจโลก ไอเอฟเอ็มคาดการณ์จะขยายตัว 3.1% เศรษฐกิจจีนคาดจะเติบโต 5% เศรษฐกิจอินเดียเติบโต 6.5% และเศรษฐกิจอาเซียนโต 4.2% โดยประเทศส่วนใหญ่โตสูงกว่าค่าเฉลี่ยเศรษฐกิจโลก สำหรับไทย ไอเอ็มเอฟคาดการณ์จะเติบโต 2.7% เป็นการปรับลดลงมาจากเดิมคาดการณ์ไว้ 3% และถือว่าโตช้าที่สุดในอาเซียน
“ตอนนี้ทั่วโลกมองว่าหากจะลงทุนให้ไปอินเดีย และอาเซียน ที่มีประชากรรวมกันถึง 2,000 ล้านคน ซึ่งมองว่าการที่นายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนไทย มีประโยชน์ทำให้ไทยกลับมาสู่แผนที่โลก เปิดประเทศให้เข้ามาลงทุน แต่ไทยยังต้องเร่งปรับตัว โอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในหลายๆ ด้าน ทั้ง ดิจิทัล โลจิสติกส์ แต่ในทางกลับกันไทยมีโอกาสที่จะโดนประเทศเพื่อนบ้านแซงได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าหากไม่เร่งปรับตัว ในความเปลี่ยนแปลง บริษัทที่ไม่ปรับตัวจะขาดทุนและปิดตัวเองลง บริษัทที่เสมอตัว แสดงว่าทำดิจิทัล ทรานส์ฟอร์มเมชั่นสำเร็จ บริษัทที่เติบโต และกำไรเพิ่มต่อเนื่อง คือ เทค คอมปะนี ประเทศก็ไม่ต่างกัน“


