นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงผลการสัมมนาประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 29 ซึ่งจัดเสวนาแลกเปลี่ยนเรื่องการส่งออกของไทยยังเป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศอยู่หรือไม่ ว่า ที่ประชุมมองว่า การส่งออกของไทยในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยง 4 ด้าน คือ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) จากการแบ่งขั้วอำนาจและการรวมกลุ่มพันธมิตรทำให้โครงสร้างการค้าโลกเปลี่ยน กระทบต่อการส่งออกไทย และอาจจะรุนแรงแผ่ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นในแต่ละภูมิภาคของโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมและคาดการณ์ได้
2. ปัญหาโลกเดือด (Global Boiling) จะทำให้ต้นทุนของอุปทานการผลิตสินค้าสูงขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งจะทำให้หลายประเทศให้ความสำคัญมากขึ้นกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และกำหนดมาตรการที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นตามมา
3. มาตรการกีดกันทางการค้าและอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการอ้างเหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ นโยบาย European Green Deal ที่นำมาสู่มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM)
และ 4. ผู้ผลิตเพื่อการส่งออกรายใหญ่ ที่มีข้อได้เปรียบเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ต่ำจะกดดันราคาในตลาดโลกให้แข่งขันได้ยากมากขึ้น และทิศทางการย้ายฐานการผลิตเพื่อเลี่ยงสงครามการค้า ทำให้แต่ละประเทศต้องปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อรักษาแรงดึงดูดการลงทุน โดยเน้นตอบสนองความต้องการเป็นรายบริษัทหรือรายอุตสาหกรรมให้มากขึ้น
ทั้งนี้ วงเสวนาได้เสนอให้ไทยเร่งปรับโครงสร้างส่งออก เพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงข้างต้น คือ 1. ปรับรูปแบบการค้าให้เน้นย้ำถึงหลัก QCD+S (Quality, Cost, Delivery, Sustainability) ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและบริการ การควบคุมต้นทุนการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ 2. กระบวนการผลิตต้องใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ต้องดำเนินการตลอดซัพพลายเชนของการส่งออก สามารถตรวจสอบได้ (Traceability) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนและแรงงานอย่างยั่งยืน
3. มาตรการส่งเสริมการลงทุน ต้อง เร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อาทิ ระบบสาธารณูปโภค ระบบขนส่ง และระบบการสื่อสาร รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ที่ตรงจุด ส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษเดิม อาทิ EEC พร้อมปรับปรุงสร้างสิทธิประโยชน์ด้าน Innovation และ Sustainability เพื่อตอบโจทย์ตามทิศทางการค้าโลกที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน
4. ผลักการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยมุ่งเน้นประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Market) ที่มีศักยภาพ และเจาะตลาดกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ให้มากขึ้น 5. สร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีทักษะสอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ และมีไอเดียสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการค้า เพื่อส่งเสริมการส่งออกที่มีคุณภาพ ดึงดูดการลงทุน และก่อเกิดการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นในอนาคต 6. ยกระดับขีดความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสำหรับส่งออก เนื่องจากดัชนี Global Value Chain Participation Rate ของประเทศไทยเท่ากับ 52% ยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย 68% และเกาหลีใต้ 63% รวมถึงต้องเร่งยกระดับให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการระดับ SMEs ไปพร้อมกัน
และ 7. ยกระดับการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วย Economy of Scale เป็น Economy of Speed เน้นการทำงานที่รวดเร็ว โดยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
“ที่ประชุมยังมองว่าการส่งออกของประเทศไทยยังคงเติบโตในอนาคตแต่ต้องมีการปรับตัวให้เร็วเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกและการแข่งขันมาก ดังนั้น สรท. คงคาดการณ์เป้าหมายการทำงานด้านการส่งออกรวมทั้งปี 2567 เติบโตที่ 1-2%”