ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2567 ราคาทั้งต่างประเทศและในประเทศยังเคลื่อนไหวในแดนบวกและสร้างจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลอย่างแข็งแกร่ง โดย สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาถึง 8 ครั้ง โดยครั้งที่ 8 ราคาทองคำแท่ง 96.5 ขายออกที่บาทละ 39,250 บาท รับซื้อที่ 39,150 บาท ทองรูปพรรณขายออกที่ 39,750 บาท รับซื้อที่ 38,445.76 บาท โดย ณ ค่าเงินบาทที่ 36.65 บาท ทำให้ตลอดวันราคาทองปรับขึ้นไปบาทละ 350 บาท และ รวม 2 วัน ของเดือนเม.ย. ปรับขึ้นไปแล้วบาทละ 700 บาท เมื่อเทียบกับทั้งปีราคาทองไทยปรับขึ้นไปแล้วรวม 5,600 บาท/บาททองคำ

นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์เงินบาทอ่อนค่าส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นแรงเมื่อเทียบกับราคาทองในตลาดต่างประเทศ

โดยค่าเงินบาทอ่อนค่าไปแล้ว 6.6% นับตั้งแต่ต้นปี 2567 ขณะที่ทองในตลาดต่างประเทศปรับขึ้นไปประมาณ 9.6% นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ทำให้ราคาทองคำในประเทศล่าสุดปรับขึ้นแล้ว 16.6%
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่มรผลต่อราคาทองคำในต่างประเทศปรับขค้นทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง มาจาก 2 ปัจจัย โดยปัจจัยแรกตลาดมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้งในปีนี้ เริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย.นี้ และอาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่องในระยะ 3 ปีจากนี้ ทำให้ตลาดมองว่ายังไงราคาทองคำในระยะยาวก็อยู่ในโซนขาขึ้นแน่นอน

นอกจากนี้ ทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แรงกระตุ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีซีเรีย และยังโจมจีสถานทูตอิหร่านด้วย ประเด็นนี้เองทำให้หลายฝ่ายมองว่าไม่เพียงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮามาส แต่อาจจะเป็นประเด็นการสู้รบระหว่างอิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นทำให้มีความกังวลว่าประเด็นความตึงเครียดเริ่มมีสัญญาณรุนแรงมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ในหลายครั้งที่มีความตึงเครียดในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น ก็มีผลให้ราคาทองวิ่งขึ้นไป แต่เมื่อสถานการณ์ไม่ขยายวงมาก ราคาทองก็เริ่มย่อตัวลงมา

นายวรุต กล่าวว่า ในระยะสั้นราคาทองยังค่อนข้างดี แต่อาจมีแรงขายทำกำไรสลับกลับลงมาบ้าง ถ้าแรงขายไม่มาก ราคาก็ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อ แต่ซึ่งขณะนี้จะเห็นการแกว่งตัวผันผวนในระดับที่สูงมาก ทำให้ต้องระมัดระวังในการลงทุนค่อนข้างมาก โดยเน้นทำกำไรระยะสั้น โดยให้แนวต้านที่ 2,266 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่ ณ วันที่ 1 เม.ย. 2567 หรือติดเป็นทองไทย 39,300 บาท/บาททองคำ ทั้งนี้หากไม่ผ่าน อาจรอให้ราคาอ่อนตัวลงแล้วค่อยเข้าซื้อ ณ ระดับจุดต่ำสุดของวันดังกล่าว คือ บริเวณที่ 2,228 เหรียญสหรัฐ และแนวรับถัดไปที่ 2,210 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี หากราคาไม่หลุดบริเวณนี้ น่าจะเห็นการเด้งกลับของราคา และหากผ่าน 2,266 เหรียญสหรัฐได้ น่าจะเห็น 2,283-2,300 เหรียญสหรัฐ หรือเป็นทองไทย 39,600-39,950 บาท/บาททองคำ และมีลุ้นที่จะเห็นราคาทองไทยแตะบาทละละ 40,000 บาท แม้ว่าราคาทองในต่างประเทศอาจจะปรับขึ้นไม่มาก แต่เนื่องจากค่าเงินบาทมีสัญญาณอ่อนค่าค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ อยากให้จับตาปัจจัยที่ชี้นำตลาดทองคำในต่างประเทศ โดยสัปดาห์นี้จะมีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในฝั่งสหรัฐ โดยในคืนวันพุธนี้ของไทย จะมีถ้อยแถลงของ เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ที่จะชี้นำราคาทองคำและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่าจะยังคงส่งสัญญานลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้เหมือนที่เคยสนับสนุนหรือไม่ หากท่าทีไม่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้ราคาทองทรงตัวหรือขยับขึ้นต่อได้ แต่ในทางกลับกับหากส่งสัญญาณว่าตลาดอาจไม่ได้เห็นการลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ต้องระวังการย่อตัวของราคาทองคำ รวมถึงจะมีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานของเอกชน ในฝั่งสหรัฐ ประจำเดือนมี.ค. ด้วย และในคืนวันศุกร์ จะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง และอัตราการว่างงาน ซึ่งหากออกมาไม่ดี นอกจากโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้จะเกิดขึ้นแล้ว ราคาทองคำก็จะปรับขึ้น แต่หากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาดี ก็มีโอกาสที่จะมีแรงขายทองคำเพื่อทำกำไรสลับออกมาเช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน