นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนเม.ย. 2567 ว่า เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย. 2566 ปรับสูงขึ้น 0.19% กลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน เป็นผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก สินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ ไข่ เนื้อหมู ผักสด และผลไม้สด มีราคาสูงขึ้นจากปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งกับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงมีการปรับราคาสูงขึ้น
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่สูงขึ้น 0.19% เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการ หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.28% หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.12% จากการสูงขึ้นของ แก๊สโซฮอล์95, แก๊สโซฮอล์91 E20 เบนซิน95 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกพบว่า สูงขึ้น 0.37% ทรงตัวเท่ากับเดือนก่อนหน้า ส่วนเงินเฟ้อ เฉลี่ย 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ปี 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ลดลง 0.55%
นายพูนพงษ์ กล่าวถึงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อเดือนพ.ค. ว่า ยังคงเป็นบวก ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 1-1.5% เนื่องจาก ฐานราคาค่ากระแสไฟฟ้าเดือนพ.ค. ต่ำสุดในรอบปี 2566, ราคาสินค้าเกษตรราคาเพิ่มขึ้น ทั้งไข่ไก่ เนื้อสุกร ผัก และผลไม้, ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูง รวมทั้งมีการปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ ขณะที่ ค่าเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการมีแรงกดดันจากต้นทุนที่สูง จากอัตราดอกเบี้ย
“คาดว่าไตรมาส 2 ปีนี้เงินเฟ้อจะพลิกกลับมาเป็นบวก 0.8-1% และในช่วง 8 เดือนที่เหลือต่อจากนี้ตัวเลขเงินเฟ้อจะเป็นบวกต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีนี้ตามเป้าหมายเดิมคือ 0-1% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน”
นายพูนพงษ์ กล่าวถึงผลกระทบต่อเป้าหมายเงินเฟ้อปีนี้จากกรณีที่รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ และการเริ่มดำเนินโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ในช่วงปลายปีนี้ ว่า สำหรับการปรับขึ้นค่าแรงคาดว่าจะมีผลในเดือนต.ค. 2567 ส่วนเงินดิจิทัล มีผลในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เบื้องต้นเชื่อว่าทั้งส่งโครงการจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อในระดับหนึ่งแน่นอน แต่กระทบมากน้อยแค่ไหนยังไม่สามารถบอกได้
ล่าสุด สั่งการให้กองดัชนีเศรษฐกิจการค้ากลับไปวิเคราะห์ รายละเอียดว่าทั้ง 2 กรณีจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อปีนี้อย่างไรบ้าง โดยเป้าหมายเงินเฟ้อปีนี้ที่กำหนดไว้ที่ 0-1% นั้นยังไม่ได้มีการประเมินผลกระทบจาก 2 โครงการดังกล่าว โดยจะต้องรอผลการวิเคราะห์อย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งตามปกติ สนค. จะมีการปรับ หรือทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อทุกๆ ไตรมาสอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบอัตราเงินเฟ้อของไทยกับต่างประเทศ ข้อมูล ณ เดือนมี.ค. 2567 พบว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยลดลง 0.47% ซึ่งยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 5 จาก 137 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในระดับต่ำอันดับ 2 ในอาเซียนจาก 8 ประเทศที่ประกาศตัวเลข เช่น สปป.ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน