หอการค้าไทย ค้านขึ้นค่าจ้าง 400 บาททั่วประเทศ ลั่น 13 พ.ค.เตรียมยื่นหนังสือ ข้อเสนอแนะ ให้ รมว.แรงงาน ทบทวน หวั่นทำให้เกิดการเลิกจ้าง ธุรกิจแบกไม่ไหว
วันที่ 7 พ.ค.2567 ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถนนราชบพิตร คณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงานหอการค้าไทย จัดแถลงข่าว คัดค้านนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ โดยมีหอการค้าทั่วประเทศ และสมาคมการค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นมากกว่า 50 สมาคม ร่วมแสดงจุดยืน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาชิกภาคเอกชน เข้าใจนโยบายและเป้าหมายการปรับอัตราค่าจ้างเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานของรัฐบาล
แต่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2567 นั้น หอการค้าทั่วประเทศ และสมาคมการค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ
- ชัดแล้ววันไหน เผยวันประกาศขึ้น ค่าจ้างขั้นต่ำ 400/วัน ทุกอาชีพทั่วไทย
- รัฐบาลประกาศข่าวดี เริ่ม 1 ต.ค. ทยอยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท/วันทั่วประเทศ
ทั้งนี้รัฐบาลควรขึ้นค่าแรงขั้นต่ำประจำปี ตามหลักกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ตามที่คณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ต้องศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ และต้องคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการที่จะเพิ่มสูงขึ้น และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยด้วย

“การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศถือว่ามีอัตราที่เกินกว่าพื้นฐานสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศทันที เพราะแต่ละจังหวัด และแต่ละประเภทธุรกิจ มีความพร้อมต่างกัน จะส่งผลกระทบต่อ ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการบริการ และต้นทุนการจ้างงานทั้งระบบห่วงโซ่อุปทาน
โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคการค้าและบริการ ภาคท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ SMEs หากรัฐบาลปรับขึ้นโดยไม่คำนึงตามที่กฎหมายกำหนด อาจทำให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ หยุดกิจการ ลดขนาดกิจการ หรือปรับธุรกิจออกนอกระบบภาษี จนนำไปสู่การปลดลูกจ้างและเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดต้นทุนให้อยู่รอด ”
นายพจน์ กล่าวว่า การปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง ยังกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ ต้นทุนของการทำธุรกิจและนโยบายภาครัฐ ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังคงมีปัญหาจากความผันผวน ของ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ และสงครามการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ เป็นต้น
ทั้งนี้หอการค้าทั่วประเทศ และสมาคมการค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ต้องการยื่นข้อเสนอรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำดังนี้
1.ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี ควรปรับตามที่กฎหมายบัญญัติกำหนดไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ส่วนการยกระดับรายได้ลูกจ้างสามารถทำได้โดยกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ซึ่งกฎหมายบัญญัติกำหนดไว้แล้ว
2.ควรคำนึงถึงผลการศึกษาและการรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) รวมทั้งปัจจุบัน รัฐบาลได้ดำเนินการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2567 ไปแล้ว 2 ครั้ง จึงไม่ควรปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีเป็นครั้งที่ 3
3. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเพียงอัตราค่าจ้างของแรงงานแรกเข้าที่ยังไม่มีฝีมือ แต่การปรับอัตราจ้างควรพิจารณาจากทักษะฝีมือแรงงาน ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมมาตรการทางภาษี ลดอุปสรรคต่อการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการและแรงงาน ให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity)
4. การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเฉพาะพื้นที่จังหวัดและประเภทธุรกิจ ควรมีการรับฟังความคิดเห็น และศึกษาถึงความพร้อมของแต่ละพื้นที่จังหวัดและประเภทธุรกิจ รวมทั้งควรให้มีการหารือร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจก่อนปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเฉพาะพื้นที่จังหวัดและประเภทธุรกิจ ดังกล่าว
“หากรัฐบาลยืนยันที่จะปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ โดยไม่คำนึงถึงกระบวนการและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตัวเลขที่เหมาะสมสอดคล้องกับแนวทางที่ได้รับการยอมรับมาโดยตลอดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
ภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ จำเป็นที่จะต้องรักษาสิทธิในการดำรงไว้ของหลักนิติธรรม (The Rule of Law) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกภาคเอกชนที่มีส่วนได้เสียในการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าวต่อไป”
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อาจยังไม่ใช่จังหวะเวลาและหลักการที่เหมาะสม หากดูตามหลักการของ ILO กำหนดไว้ว่า การปรับขึ้นค่าแรง จะถูกใช้ต่อเมื่อแรงงานได้รับค่าแรงต่ำกว่าความเป็นจริง
ซึ่งที่ผ่านมา ไทยยังไม่เจอการเรียกร้องในประเด็นนี้ และหลักคิดสำคัญคือเรื่องประสิทธิภาพของแรงงาน รวมทั้งธุรกิจต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งหมายถึง นายจ้าง และลูกจ้าง อยู่กันด้วยดี ขณะที่ บทเรียนการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทในปี 2563 จากระดับค่าแรงที่ 215 บาท ทำให้เกิดการกระชากแบบทีเดียว 40%
ซึ่งมีงานวิจัยของ สำนักเศรษฐกิจแรงงาน ของสำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง พบว่า ผู้ประกอบการกว่า 50% ปรับตัวไม่ได้ เจอปัญหาการจ้างงาน กำไรที่ลดลง และ ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้
ส่วน 40% ที่ปรับตัวได้เนื่องจากมีการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำที่สูงอยู่แล้ว และในเอกสารยังชี้ชัดว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทครั้งนั้น มีปัญหาอุปสรรค และหลังจากนั้น ก็ไม่เคยปรับขึ้นทีเดียวพร้อมกันทั่วประเทศอีก ดังนั้น การประกาศปรับขึ้น 400 บาททั่วประเทศ ถือเป็นการกระชากด้วยนโยบายหาเสียง ไม่ได้ขึ้นตามหลักกลไก และจะยิ่งไปซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจ

สำหรับหอการค้าทั่วประเทศ และสมาคมการค้าฯ 52 สมาคมที่คัดค้านนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ประกอบด้วย
หอการค้าจังหวัด ได้แก่
1) หอการค้าภาคเหนือ 17 จังหวัด
2) หอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
20 จังหวัด
3) หอการค้าภาคกลาง 17 จังหวัด
4) หอการค้าภาคตะวันออก 8 จังหวัด
5) หอการค้าภาคใต้ 14 จังหวัด
สมาคมการค้าฯ ได้แก่
1) สมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย
2) สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย
3) สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย
4) สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย
5) สมาคมยางพาราไทย
6) สมาคมน้ำยางข้นไทย
7) สมาคมธุรกิจไม้
8) สมาคมเฟอร์นิเจอร์ไทย
9) สมาคมการค้าของเล่นและผลิตภัณฑ์
เด็กไทย
10) สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
11) สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร
12) สมาคมการค้้านวัตกรรมการพิมพ์ไทย
13) สมาคมโรงแรมไทย
14) สมาคมผู้ค้าปลีกไทย
15) สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย
16) สมาคมหินอ่อนและแกรนิตไทย
17) สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน
18) สมาคมอาคารชุดไทย
19) สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
20) สมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการ
น้ำมันพลังไทย
21) สมาคมผู้ผลิตสีไทย
22) สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย
23) สมาคมการค้าเครื่องกีฬา
24) สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย
25) สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
26) สมาคมตลาดสดไทย
27) สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป
28) สมาคมกุ้งไทย
29) สมาคมอุตสาหกรรมนมและอาหาร
30) สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย
31) สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ
อาเซียน
32) สมาคมภัตตาคารไทย
33) สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย
34) สมาคมเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน
35) สมาคมบรรจุภัณฑ์ไทย
36) สภาองค์การนายจ้างธุรกิจไทย
37) สมาคมรักษาความปลอดภัยภาคฟื้นเอเชีย
(APSA)
38) สมาคมสภารักษาความปลอดภัย
39) สมาคมผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัย
แห่งประเทศไทย
40) สมาคมผู้บริหารงานรักษาความปลอดภัย
แห่งประเทศไทย
41) สมาคมสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย
42) สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพรักษาความ
ปลอดภัยภาคเหนือ
43) สมาคมผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัย
ภาคเหนือ
44) สมาคมผู้บริหารงานรักษาความปลอดภัย
ภาคตะวันออก
45) สมาคมผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัย
(ภาคอีสาน)
46) สมาคมอารักขาบุคคลสำคัญ
47) สมาคมบริหารงานรักษาความปลอดภัยไทย
48) สมาคมการค้าธุรกิจคุ้มกันภัย
49) สหพันธ์นายจ้างวิชาชีพรักษาความปลอดภัย
50) ชมรมครูฝึกรักษาความปลอดภัยไทย
51) ชมรมผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัย
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
52) ชมรมบริษัทรักษาความปลอดภัยพันธมิตร
(ภาคใต้)
53) ชมรมพันธมิตรธุรกิจรักษาความปลอดภัย
54) กลุ่มพัฒนาวิชาชีพรักษาความปลอดภัย