นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยถึงภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/2567 โดยพบว่า มีผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.6 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ -0.1% ซึ่งเป็นผลจากการจ้างงานภาคเกษตรกรรมที่ -5.7% ในช่วงนอกฤดูการทำเกษตรกรรม ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรมยังขยายตัวได้ที่ 2.2% มีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยลดลง และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.01% หรือมีผู้ว่างงานจำนวน 4.1 แสนคน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 0.81% และผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 11.6%
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามในระยะถัดไป เช่น การขาดทักษะของแรงงานไทยที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว โดยผลการสํารวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (ASAT) พบว่า เยาวชนและกลุ่มวัยแรงงานของไทยจำนวนมากมีทักษะต่ำกว่าเกณฑ์ โดยเฉพาะทักษะการรู้หนังสือและทักษะดิจิทัล อาจทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 3.3 ล้านล้านบาทต่อปี และความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม ซึ่งกองทุนฯ มีแนวโน้มจะต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้แก่ผู้ประกันตนที่เกษียณอายุมากขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต โดยในปี 2575 อาจมีมากถึง 2.3 ล้านคน เป็นต้น
สำหรับหนี้สินครัวเรือน ณ ไตรมาส 4/2566 มีมูลค่า 16.4 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.0% ชะลอลงจาก 3.4% ของไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี อยู่ที่ 91.3% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสที่ผ่านมา โดยหนี้ครัวเรือนขยายตัวชะลอลงเกือบทุกประเภทสินเชื่อ ยกเว้นสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่สินเชื่อยานยนต์หดตัว ด้านความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนด้อยลงทุกประเภท โดยหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ มีมูลค่า 1.58 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.88% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 2.79% ในไตรมาสก่อน
ทั้งนี้ มีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงินน้อยกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนี้ของครัวเรือนรายได้ระดับปานกลางหรือล่าง โดยยอดหนี้เสียของสินเชื่อบ้านขยายตัว 7% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ -1.7% คิดเป็นสัดส่วน 3.6% ต่อสินเชื่อรวม โดยหนี้ต่ำกว่า 3 ล้านบาท มีสัดส่วนหนี้เสียเกือบ 3 ใน 4 หรือ 73% ของหนี้เสียบ้านทั้งหมด และมีสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 4.5% ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดว่าลูกหนี้อยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้ประจำ หรือประกอบอาชีพะอิสระ ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ และภาระหนี้สินอื่นๆ อาจต้องเฝ้าระวังและเร่งปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้กลุ่มนี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสีย
นอกจากนี้ ควรการเร่งรัดสถาบันการเงินประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มลูกหนี้เรื้อรังเข้าร่วมมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2567 โดยอาจต้องเร่งสื่อสาร พร้อมมีแนวทางการปิดจบหนี้ที่เหมาะสมกับลูกหนี้รายกรณี เพื่อให้การดำเนินมาตรการประสบความสำเร็จ และเกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน ในส่วนของหนี้บ้านขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร แต่ไม่ควรปล่อยให้ลูกหนี้กลุ่มนี้ต้องเสียความมั่นคงในชีวิตไป ซึ่งการช่วยเหลือมีหลายวิธี การช่วยค่างวดโดยการตัดเงินต้นมากขึ้น จากปัจจุบันที่ผ่อนชำระดอกเบี้ยสูงกว่าเงินต้นในช่วงเริ่มสัญญา ก็เป็นแนวทางหนึ่ง