นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนเม.ย. 2567 ว่า เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนพบว่า การส่งออกมีมูลค่า 23,278.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6.8% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 834,018 ล้านบาท หดตัว 12.7% ทั้งนี้ เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนเม.ย. ขยายตัว 11.4%
ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 24,920.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.3% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 903,194 ล้านบาท ขยายตัว 14.2% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนเม.ย. ขาดดุลเท่ากับ 1,641.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 69,176 ล้านบาท
ส่วนภาพรวมการค้าระหว่างประเทศช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย. 2567) เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน พบว่า การส่งออกรวมมีมูลค่า 94,273.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 1.4% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 3,338,028 ล้านบาท ขยายตัว 6.2% ทั้งนี้ เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรก ขยายตัว 3.7%
ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 100,390.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4.9% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 3,595,217 ล้านบาท ขยายตัว 9.7% ส่งผลให้ไทย ขาดดุลเท่ากับ 6,116.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 257,190 ล้านบาท
นายชัยชาญ กล่าวว่า สรท. ยังคงคาดการณ์การส่งออกปี 2567 ไว้ที่ 1-2% แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังสำคัญอยู่ 4 เรื่อง ได้แก่ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการตั้งกำแพงภาษีการค้า โดยเฉพาะระหว่าง จีน-สหรัฐ ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคการส่งออกอย่างต่อเนื่อง 2. ความกังวลเรื่องต้นทุนภาคการผลิต อาทิ ค่าแรงขั้นต่ำที่อยู่ระหว่างพิจารณาปรับขึ้น, ต้นทุนพลังงาน อาทิ น้ำมัน และไฟฟ้า, ค่าระวางเรือ (Freight) และค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Surcharge) ปรับสูงขึ้นทุกเส้นทาง การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์จากการเร่งผลิตและส่งออกของจีนกระทบต้นทุนและระยะเวลาการดำเนินการ
3. ผู้ส่งออกกกลุ่ม SMEs เริ่มประสบปัญหาเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก และ 4. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากปรากฏการณ์เอลนีโญไปสู่ปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้มีความเสี่ยงต่อผลผลิตภาคการเกษตร
“การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ต้องติดตาม ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะจีน เนื่องจากสินค้าหลายตัวของไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตเกี่ยวข้องกับประเทศไทย ที่สำคัญ คือ ปัญหาค่าระวางเรือในภาพรวมทุกเส้นทางปรับสูงขึ้นไปแล้ว 30-40% ภายใน 1 เดือน ถือว่าสูงกว่าในช่วงเกิดวิกฤติทะเลแดงในระลอกแรก ปลายเดือนธ.ค. 2566 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่สูงเท่ากับช่วงเกิดสถานการณ์โควิด-19”
โดยปัจจุบัน เส้นทางส่งสินค้าไปยุโรป สูงขึ้นไปถึง 4,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ 20 ฟุต หรือเฉลี่ยสูงถึง 400% ส่วนเส้นทางส่งสินค้าไปยังสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ 40 ฟุต หรือ สูงขึ้นถึง 200% เป็นผลจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการผลักดันการส่งออกของจีน ไปสหรัฐ ก่อนการเลือกตั้ง โดยประเมินว่า ปัญหาค่าระวางเรือ ยังทรงตัวสูงไปจนถึงสิ้นปีนี้ ดังนั้น จึงขอเสนอกระทรวงพาณิชย์ เรียกประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ หรือ กรอ.พาณิชย์ เพื่อเสนอให้ ค่าบริการขนส่งทางทะเล เป็นบริการควบคุม เพื่อให้มีราคาอ้างอิงเป็นของไทยและใช้เพื่อติดตามสถานการณ์ส่งออกอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะสำคัญที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ คือ 1.รัฐบาลต้องกำกับดูแลต้นทุนการผลิตเพื่อการส่งออก อาทิ ต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า ค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าขนส่งสินค้า ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2.รัฐบาลต้องบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านจากปรากฏการณ์เอลนีโญไปสู่ลานีญา
3.รัฐบาลต้องสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้กับ SMEs ให้เพียงพอต่อการหมุนเวียนกระแสเงินสดและการผลิตเพื่อการส่งออก 4. รัฐบาลต้องพิจารณาปรับปรุงและเพิ่มโควตาการนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อการผลิตเพื่อการส่งออก อาทิ กาแฟ มะพร้าว ฯลฯ 5.รัฐบาลต้องเสริมสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยให้ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และ 6.ผู้ส่งออกต้องวางแผนการขนส่ง โดยการจองระวางล่วงหน้า รวมถึงการเจรจากับคู่ค้าเพื่อปรับอัตราค่าขนส่งให้สอดคล้องกับค่าระวางในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก รวมถึงต้องบริหารจัดการสต็อกสินค้าให้เหมาะสม