นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในเดือนพ.ค. 2567 มีนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่จำนวน 7,499 ราย เพิ่มขึ้น 0.83% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน โดยมีทุนจดทะเบียน 21,887.12 ล้าน ลดลง 22.97% โดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 662 ราย ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 543 ราย และ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 353 ราย ตามลำดับ

ด้านการจดทะเบียนเลิกกิจการ มีจำนวน 1,004 ราย ลดลง 18.64% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน โดยมีทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 54,804.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 565.11% โดย มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกสูงผิดปกติเป็นผลมาจากการเลิกประกอบกิจการของ 2 บริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างการดำเนินงานของธุรกิจให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ธุรกิจที่เลิกกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป 98 ราย อสังหาริมทรัพย์ 59 ราย และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการอื่นๆ 25 โดย ณ วันที่ 31 พ.ค. 2567 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,916,267 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 22.26 ล้านล้านบาท

นางอรมน กล่าวว่า ภาพรวมการจัดตั้งธุรกิจในช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) 2567 มีการจัดตั้งธุรกิจจำนวน 39,032 ราย ลดลง 1.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 117,099.53 ล้านบาท ลดลง 69.89% ส่วนการจดทะเบียนเลิกธุรกิจ มีจำนวน 4,623 ราย ลดลง 14.99% มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิก 71,844.77 เพิ่มขึ้น 65.89% อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า เสถียรภาพทางการเมือง และความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้การคาดการณ์ยอดจดทะเบียนธุรกิจครึ่งปีแรกของปี 2567 อยู่ที่ 44,000-47,000 ราย ส่วนทั้งปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 90,000-98,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5-15%

ทั้งนี้ กรมได้มีการวิเคราะห์งบการเงิน ประจำปี 2566 พบว่านิติบุคคลทั่วประเทศมีรายได้รวมกว่า 57.86 ล้านล้านบาท และมีผลกำไรกว่า 2.34 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มภาคการผลิต ทำรายได้สูงสุดจำนวน 23.72 ล้านล้านบาท มีผลกำไรจำนวน 1.10 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มภาคขายส่ง/ปลีก ทำรายได้ 23.32 ล้านล้านบาท ทำกำไร 0.46 ล้านล้านบาท และกลุ่มภาคบริการ ทำรายได้จำนวน 10.82 ล้านล้านบาท ทำกำไรจำนวน 0.78 ล้านล้านบาท

โดยธุรกิจย่อยที่มีสร้ารายได้สูงสุด 10 อันดับแรกได้แก่ 1. ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโรงกลั่นปิโตรเลี่ยม ทำรายได้ 3.84 ล้านล้านบาท 2. ธุรกิจขายส่งนาฬิกาและเครื่องประดับ ทำรายได้ 3.12 ล้านล้านบาท 3. ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ ทำรายได้ 2.39 ล้านล้านบาท 4. ธุรกิจผลิตรถยนต์ส่วนบุคคล ทำรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท 5. ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ สำหรับยานยนต์ ทำรายได้ 1.55 ล้านล้านบาท

6. ธุรกิจขายยานยนต์ใหม่ชนิดรถนั่งส่วนบุคคลฯ ทำรายได้ 1.45 ล้านล้านบาท 7. ธนาคารพาณิชย์ ทำรายได้ 1.11 ล้านล้านบาท 8. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำรายได้ 1.07 ล้านล้านบาท 9. ธุรกิจขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ในร้านเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน ทำรายได้ 1.02 ล้านล้านบาท และ 10. ธุรกิจขายส่งเชื้อเพลิงเหลว ทำรายได้ 0.96 ล้านล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน