เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง กล่าวปาฐกถาเปิดงาน “Unlocking the Growth Potential of Secondary Cities” ในงานเปิดตัวรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) จัดโดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ว่า กระทรวงการคลังต้องการปลุกศักยภาพเมืองรอง โดยให้ความสำคัญกับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ โดยได้จัดทำดัชนีวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ (Spatial Economic Fundamental Index) หรือย่อว่า “SEFI” ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านเศรษฐกิจ จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ความจำเป็นพื้นฐาน ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ และข้อมูลปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องชี้จำนวน 88 เครื่องชี้ ครอบคลุม 6 มิติ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณสุข การศึกษา เสถียรภาพเศรษฐกิจ ความท้าทายทางทรัพยากรมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม โดยสามารถวิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในเชิงพื้นที่ได้ถึง “ระดับอำเภอและตำบล” ทำให้สามารถจัดลำดับความเร่งด่วนของปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ได้ ทำให้สามารถวางแผนจัดทำนโยบายการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ทั้งนี้ SEFI สะท้อนว่าเมืองหลักมีความพร้อมของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจสูงกว่าเมืองรองอย่างชัดเจน ค่า SEFI เฉลี่ยเมืองหลักอยู่ที่ 0.081 ในขณะที่เมืองรองเฉลี่ยอยู่ที่ -0.046 ซึ่งโมเดลนี้จะมีตัวเลขในทุกอำเภอ ทุกตำบล ทำให้ SEFI สามารถใช้ในการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของเมืองรองเพื่อทำมามาตรการในการพัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นการต่อยอดจุดแข็งและการแก้ไขจุดอ่อนของเมืองรอง เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งเป็นต้นแบบโมเดลของกระทรวงการคลังในการลดความเหลื่อมล้ำแบบตรงจุด ตรงพื้นที่ ตรงความต้องการ
นายเผ่าภูมิ กล่าวหลังงานเปิดตัวรายงานตามติดเศรษฐกิจไทยว่า จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีปัญหานั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำคือ การกระจายเม็ดเงินให้ลงสู่ประชาชนให้เร็วที่สุด จะเห็นว่าได้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งขณะนี้ถือว่าน่าพึงพอใจ ทำได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการเร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ที่มีตัวเลขเกินเป้าหมาย
นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ขณะที่คาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2567 ยังออกมาไม่ดีนั้น รัฐบาลก็มีความกังวล เพราะฉะนั้น กระทรวงต่างๆ รวมถึงกระทรวงการคลัง ก็พยายามออกมาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในเมืองรอง ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) ด้านธนาคารออมสิน ก็มีมาตรการสินเชื่อซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาท ถือเป็นวงเงินก้อนใหญ่ เพื่อให้สถาบันการเงินไปปล่อยสินเชื่อต่อ ซึ่งอยู่ระหว่างรอเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า พร้อมกับ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 11 ของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่จะช่วยให้พี่น้องประชาเข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น
“มาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำ เพื่อมห้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระหว่างรอโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะออกมาปลายปี 2567นี้ แน่นอน ส่วนกลางขยายตัวเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีนั้นรัฐบาลพยายามเร่งให้ได้ 3% ต่อปี”นายเผ่าภูมิ กล่าว
นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า โครงการดิจิทัล วอลเล็ต นั้นจะออกมาปลายปี 2567 นี้ คาดว่าจะมีผลเล็กน้อยต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2567 แต่จะมีผลต่อกระตุ้นเศรษฐกิจชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ทั้งมองว่าโครงการดิจิทัล วอลเล็ต อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับปีนี้ ดังนั้น ปลายปี 2567 ถึง ต้นปี 2568 รัฐบาลจะออกมาตรการเพิ่มเติมอีก เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนได้เยอะขึ้น มีการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยจะเป็นมาตรการเกี่ยวกับสินเชื่อ ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลใช้ต้นทุนน้อย แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญ และยังไม่ตรงจุด เพราะไปไม่ถึงกลุ่มรายย่อย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดังนั้นรัฐบาลจึงทำให้ตรงกลุ่มมากขึ้น และกำลังยกระดับ บสย. ให้ออกมาตรการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม ที่อยู่ระหว่างรอประกาศ
นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า สำหรับกรณี ครม.เห็นชอบ แผนปรับปรุงการบริหารหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 2 ปีงบ 2567 ให้รัฐบาลก่อหนี้ใหม่อีก 2.75 แสนล้าน นั้น เป็นหน้าที่ของ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีปัญหา และสบน. ไม่มีความกังวลอะไรเกี่ยวกับหนี้ที่เพิ่มมากขึ้นเลย อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึงเรื่องหนี้ที่เพิ่มขี้นต้องคุยให้ชัด ที่ผ่านมาชอบพูดกันว่า งบประมาณรัฐบาลขาดดุลเยอะ สร้างหนี้สาธารณะเยอะ เปิดเผยกันตรงนี้เลยว่า นิยามของหนี้สาธารณะไทย ที่บอกว่ามี 64% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นการนับเกินคำนิยามสากล ตามที่ใช้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ใช้ ถ้าปรับคำนิยามให้ตรงกับไอเอ็มเอฟ หนี้สาธารณะปัจจุบันของไทยจะเหลือเพียง 57% ต่อจีดีพี เท่านั้น ซึ่งถือว่าไทยมีหนี้ต่ำมาก
“จริงๆ หน่วยงาน และสื่อต่างชาติ เข้าใจ เขาไม่ได้ดูหนี้สาธารณะไทยที่ตัวเลข 64% แต่ดูที่ 57% เพราะว่าเขาดูเชิงลึก หนี้สาธารณะที่ตรงตามคำนิยามสากลคือส่วนไหน และส่วนที่เกินมาคือ หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลไม่ได้ค้ำประกัน ที่ต่างประเทศเขาไม่ได้นับ เพราะไม่ใช่ภาระของรัฐบาล”นายเผ่าภูมิ กล่าว