นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีความกังวลต่อการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย อุปสงค์ในประเทศยังเปราะบาง อย่างยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ เห็นได้จากยอดจำหน่ายรถยนต์ในช่วง 5 เดือนแรกหดตัว 24% ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคมีรายได้จากเศรษฐกิจนอกระบบเป็นสัดส่วนสูง ส่วนยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ 4 เดือนแรกสำหรับบ้านจัดสรรหดตัว 11.8% และอาคารชุดหดตัว 7.4%
“หากอุตสาหกรรมยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มหดตัวมากขึ้นอาจจะกระทบทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ลดลงกว่า 0.3-0.4% ที่คาดไว้ 2.2-2-7%”
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ปรับกรอบการส่งออกปีนี้คาดว่าจะเติบโต 0.8-1.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดิม 0.5-1.5% เนื่องจากอาจมีปัจจัยบวกชั่วคราวจากการเร่งสั่งซื้อสินค้าและการปรับเปลี่ยนมาส่งออกจากไทย ทำให้มูลค่าการส่งออกทั้งปีปรับดีขึ้นเล็กน้อย หลังจากผู้ประกอบการบางส่วนเร่งสั่งซื้อสินค้าก่อนมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐต่อจีนจะมีผลภายในปีนี้
นายผยง กล่าวว่า การส่งออกไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากสงครามการค้าของสหรัฐ-จีนรอบใหม่ อาจกระทบสินค้าส่งออกไทยที่เป็นห่วงโซ่อุปทานให้แก่จีน ซึ่งประเมินว่าสินค้าเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วน 19.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดไปจีน ที่อาจได้รับผลกระทบมาก เช่น ยางแผ่น ยางแท่ง เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ เป็นต้น
นอกจากนี้ การค้าโลกไตรมาส 2 ที่ชะลอตัวและมีแนวโน้มชะลอต่อเนื่อง ต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น จากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่รุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ค่าระวางเรือล่าสุดปรับตัวขึ้นจากเดือนเม.ย. 2567 ถึง 95% และใช้ระยะเวลาในการขนส่งนานขึ้นตามภาวะขนส่งคับคั่งและขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์มีแนวโน้มลากยาวตลอดช่วงที่เหลือของปี กดดันภาคการผลิตและการส่งออกของโลกในระยะข้างหน้า
ดังนั้น ขอให้ภาครัฐมีมาตรการหรือแนวทางเร่งด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการผลิตจากการชะงักงัน ขณะเดียวกันขอให้การพิจารณาทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2567-2580 (PDP2024) และแผนปฏิบั ติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ปี 2567-2580 (AEDP 2024) คำนึงถึงต้นทุนของผู้ประกอบการในระยะยาว และการปรับให้น้ำมัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานแทน E10 มีกลไกจัดการเพื่อให้ผลประโยชน์อยู่กับเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง