นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย. 2567 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 60.5 เป็น 58.9 เป็นการปรับตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2566 เป็นต้นมา

เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวล 3 เรื่องหลัก คือ มองว่าการเมืองไทยเริ่มขาดเสถียรภาพกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี เพราะหากมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีอาจจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจ โดยมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต อาจไม่ได้ถูกนำมาใช้

นอกจากนี้ กรณีที่พรรคภูมิใจไทย ออกมาประกาศว่าจะโหวตโนหากนำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดทำให้การเมืองเปราะบางยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่การยุบสภา 2.ค่าครองชีพสูงต่อเนื่องทั้งราคาสินค้า ค่าน้ำ และค่าไฟฟ้ารวมทั้งมีข่าวเตรียมปรับขึ้นราคาดีเซลอีก 1 บาทต่อลิตรในช่วงเดือนส.ค. 2567 และ 3.กำลังซื้อที่เปราะบางทำให้ประชาชนไม่กล้าใช้จ่าย

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) ในเดือนมิ.ย. 2567 ว่า ปรับตัวลดลงมากถึง 1 จุด คือปรับจากระดับ 55.1 เป็น 54.2 ความเชื่อมั่นมีสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากภาคเอกชนเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจจะไม่ฟื้น จากปัญหาหนี้ครัวเรือน ภัยแล้ง การขึ้นค่าแรง รวมทั้งการเข้าไม่ถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ทำให้เริ่มเห็นสัญญาณการขาดสภาพคล่องของธุรกิจมากขึ้น

“จะเห็นว่าขณะนี้ความเชื่อมั่นทั้งในส่วนของผู้บริโภค และภาคธุรกิจ มีทิศทางขาลงเหมือนกัน เพราะคนไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้น ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และเงินดิจิทัลวอลเล็ต โดยคาดว่าไตรมาส 3 ปีนี้ จะมีเม็ดเงินงบประมาณเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นสัญญาณการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ชัดเจนอาจจะโต 2-2.5% และหากมีเงินดิจิทัลวอลเล็ตเข้ามาเสริมได้ในเดือนก.ย.นี้ คาดว่าจะทำให้จีดีพีไตรมาส 4 โตได้ 3-4% ส่งผลให้ทั้งปีนี้เศรษฐกิจอาจเติบโตเพิ่มขึ้นจาก เดิม 2.5% เป็น 2.8-3%”

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงการปรับลดวงเงินดิจิทัล วอลเล็ต ลง 5 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 4.5 แสนล้านบาท ว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้มากนัก โดยอาจทำให้จีดีพีในไตรมาส 4 ปีนี้ ย่อลง 0.05-0.1% แต่จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีในปีหน้ามากกว่า โดยอาจฉุดให้จีดีพีปีหน้าปรับลดลง 0.2-0.3% ส่วนกรณีการเตรียมปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีกลิตรละ 1 บาทในเดือนส.ค. 2567 นั้น หากรวมกับผลกระทบจากการขึ้นค่าไฟจะส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนธุรกิจปรับเพิ่มขึ้น 5-10% ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลกระทบจากการเตรียมปรับขึ้นค่าแรง

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ให้มากขึ้น เช่น มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง, ดูแลปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของธุรกิจ SME, เพิ่มแหล่งเงินทุนสำหรับ SMEs ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ หรือธุรกิจฐานราก, แก้ไขปัญหาที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน พื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน