นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเดือนมิ.ย. 2567 ว่า มีจำนวน 7,351 ราย ลดลง 3.61% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ทุนจดทะเบียนรวม 27,979.07 ล้านบาท ลดลง 29.59% ธุรกิจจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ ก่อสร้างอาคาร อสังหาริมทรัพย์ และ ภัตตาคารร้านอาหาร
ส่วนในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) 2567 มีการจัดตั้งธุรกิจ 46,383 ราย ลดลง 1.91% ทุนจดทะเบียนรวม 145,078.60 ล้านบาท ลดลง 66.15% เนื่องจากปี 2566 มีบริษัทมูลค่าทุนจดทะเบียนเกิน 1 แสนล้านบาท ควบรวมกิจการและแปรสภาพจำนวน 2 บริษัท
นางอรมน กล่าวถึงการเลิกกิจการในเดือนมิ.ย. 2567 ว่า มีจำนวน 1,416 ราย ลดลง 14.65% มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิก 4,903.58 ล้านบาท ลดลง 22.10% ส่วนช่วง 6 เดือนแรก มีการเลิกกิจการ รวม 6,039 ราย ลดลง 14.91% ทุนจดทะเบียนเลิก 76,748.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.72% ส่งผลให้ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2567 มีธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ 922,508 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22,334,762.09 ล้านบาท
“การจดทะเบียนจัดตั้งปีช่วงครึ่งปีแรกใกล้เคียงกับปีก่อน และเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ ไว้ที่ 44,000-47,000 ราย เป็นผลจากมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบปี 2567 มาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและการส่งออกเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง”
ส่วนแนวโน้มธุรกิจไทยครึ่งปีหลังนั้นเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งหลังมีแนวโน้มเติบโต 2.7% โดย SCB EIC มีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศเติบโตดี ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เชื่อว่าแนวโน้มการจดทะเบียนธุรกิจปีนี้ ยังเติบโตได้ 5-15% มีจำนวนธุรกิจตั้งใหม่ทั้งสิ้น 90,000-98,000 ราย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก การเดินหน้านโยบายเงินดิจิทัลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการผลิตและกิจการ
โดยเฉพาะครึ่งปีหลังในไตรมาสสุดท้ายจะเข้าสู่ช่วงฤดูการท่องเที่ยวน่าจะส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยท้าทาย เช่น ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ กำลังซื้อที่ชะลอ อัตราเงินเฟ้อ รวมทั้ง การใช้จ่ายเงินงบประมาณล่าช้าอาจส่งผลจะกระทบธุรกิจเอสเอ็มอี