นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยหลังการประชุมหารือร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกมังคุดและลำไยในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะร่วมกันช่วยรับซื้อผลผลิตมังคุดและลำไยจากเกษตรกร โดยมีเป้าหมายจะรับซื้อมังคุดประมาณ 29 ตัน และลำไยประมาณ 26 ตัน รวมทั้งสิ้น 55 ตัน และกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะช่วยเหลือในส่วนของการจัดส่งผลผลิตผลไม้ดังกล่าว

นายพิชัย กล่าวว่า ตามที่กระทรวงการคลังได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง ปี 2567 เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2567 และกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานมายังกระทรวงการคลังเกี่ยวกับฤดูการผลิตผลไม้สำคัญที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. 2567 และมีแนวโน้มที่เกษตรกรอาจประสบปัญหาด้านราคาในช่วงที่ผลผลิตกระจุกตัว ได้แก่ มังคุด (ภาคใต้) และลำไย (ภาคเหนือ) ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จึงขอความร่วมมือกระทรวงการคลังในการช่วยดูดซับผลผลิตผลไม้ในช่วงดังกล่าว ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการรักษาระดับเสถียรภาพด้านราคา

“การดำเนินการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งพร้อมให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดและลำไย และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันในวันนี้คาดหวังว่า การช่วยรับซื้อผลผลิตมังคุดและลำไยจากเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก จะช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตที่ล้นตลาด พยุงราคาผลไม้ ยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกร และก่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป”นายพิชัย กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน