เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2567 ที่กระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือใน “โครงการสินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง”ระหว่างธนาคารกรุงไทย และกระทรวงการคลังโดย 9 หน่วยงานในสังกัด และ 7 สหกรณ์ในสังกัด โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน

โดยนายพิชัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลัง มีข้าราชการภายใต้หน่วยงานในสังกัด รวมจำนวนราว 3.6 หมื่นคน ซึ่งปัญหาของข้าราชการกลุ่มเปราะบาง คือ มีเจ้าหนี้มากกว่า 1 ราย ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ มีเงินเดือนเหลือไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ภายใต้ความร่วมมือใน “โครงการสินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง” จะช่วยให้ข้าราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง สามารถรวมหนี้ทุกประเภทมาไว้ที่ธนาคารกรุงไทยที่เดียว โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่ตลอดอายุสัญญา และมีระยะผ่อนชำระยาวขึ้น จากที่ถึงแค่ อายุ 60 ปี ก็ขยายให้ถึง 80 ปี ทำให้มีเงินได้รายเดือนคงเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ ส่งเสริมวินัยทางการเงิน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายพิชัย กล่าวอีกว่า ภาพรวมปัญหาหนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญ กระทรวงการคลังจึงแนวคิดที่จะแบ่งประเภทการติดเครดิตบูโร เพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาพรวมให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยจะมีการหารือร่วมกับเครดิตบูโรว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ รวมทั้งจะมีการหารือถึงการแนวคิดการลดระยะเวลาการติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโรด้วย

“ปัจจุบันผู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ 1 ครั้ง จะมีประวัติติดเครดิตบูโรนาน 36 เดือน ฉะนั้น จึงมองว่าควรจะแบ่งประเภทหรือไม่ เช่น ผู้ที่ติดเครดิตบูโรเรื่อยๆ อยู่กลุ่มนึง และคนที่นานที จะติดเครดิตแค่ครั้งเดียวก็อยู่อีกกลุ่มนึง เพื่อให้คนที่ใช้ข้อมูลเห็นว่าแต่ละกลุ่มความเสี่ยงอาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วย”นายพิชัย กล่าว

ด้านนายลวรณ กล่าวว่า สำหรับโครงการรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง เป็นการมุ่งช่วยเหลือข้าราชการกลุ่มเปราะบาง ลดภาระทางการเงิน โดยมัดรวมหนี้ทุกประเภทไว้ที่ธนาคารกรุงไทย ในอัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่ตลอดอายุสัญญา รวมถึงขยายระยะเวลาการผ่อนชำระนานสูงสุดจนถึงอายุ 80 ปี โดยที่เมื่อหักเงินผ่อนชำระออกไปแล้ว ข้าราชการรายนั้นๆ จะต้องมีเงินเหลือไม่ต่ำกว่า 30% ของเงินเดือน

“เชื่อว่าโครงการดังกล่าว จะสามารถแก้ไขหนี้ของข้าราชการได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่วนราชการอื่นๆสามารถนำโมเดล นี้ไปใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ภายใต้โมเดล แก้ไขปัญหาหนี้ของข้าราชการดังกล่าว ข้าราชการรายนั้นจะต้องไม่มีการสร้างหนี้เพิ่มเติม ยกเว้นว่า จะมีเงินเดือนเหลือเกิน 30% ซึ่งทำให้สามารถมี รูปกู้เพิ่มเติม แต่จะต้องไม่ให้เงินเหลือต่ำกว่า 30% ของเงินเดือน” นายลวรณ กล่าว

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า โครงการนี้จะเป็นโครงการที่รวมหนี้รายย่อยทุกประเภท ทั้งสินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ จากทั้งธนาคารกรุงไทยและสถาบันการเงินอื่นๆ มารวมไว้ที่ธนาคารกรุงไทย

นายผยง กล่าวว่า 1. สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ทั้งสินเชื่อบ้าน (พร้อมขอกู้เพิ่ม) และสินเชื่อบ้านแลกเงิน (พร้อมขอกู้เพิ่ม) อัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่ 3.50% ต่อปี 3 ปีแรก หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา (อัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา 4.49% ต่อปี โดยคำนวณจากวงเงินกู้ 1 ล้านบาท อายุสัญญาสูงสุด 40 ปี ผ่อนชำระ 4,700 บาท/เดือน) โดยได้รับยกเว้นค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ประกัน และ 2. สินเชื่อแบบไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 6.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา เงื่อนไขและเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

นายผยง กล่าวว่า ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทย ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อสำหรับโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับข้าราชการ 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้ให้กับข้าราชการได้ 5หมื่นคนปัจจุบันข้าราชการทั้งประเทศมีประมาณ 3 ล้านคน มีภาระหนี้รวมกันกันราว 3 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เกือบครึ่ง คือ 1.4 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ในส่วนของข้าราชการครู, สำหรับกระทรวงการคลัง มีข้าราชการรวมกันราว 3.6 หมื่นคน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน