กกร.ห่วงภาคการผลิตหดตัว ชี้สถิติ ปิดโรงงาน ทะลุ 100 กว่าแห่งต่อเดือน เงินทุนลดลง สะท้อนให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็ก ที่ปิดโรงงานในอัตราส่วนที่เร่งขึ้น
วันที่ 7 ส.ค.2567 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าที่ประชุม กกร. ได้แสดงความห่วงใยถึงสถานการณ์ภาคการผลิตที่หดตัว เนื่องจากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) พบว่ามี โรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้นในครึ่งปีแรกแล้วกว่า 667 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 86.31% หรือเฉลี่ย 111 แห่ง/เดือน
หากพิจารณามูลค่าโรงงานต่อโรงที่ปิดตัว พบว่ามีเงินทุนลดลงเหลือเฉลี่ย 27.12 ล้านบาทต่อโรงงาน สะท้อนให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีการปิดโรงงานในอัตราส่วนที่เร่งขึ้น
นอกจากนี้ จากการที่รัฐมีข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจไทยมีการลงทุนน้อย มีสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ต่ำกว่า 25% ลดลงจากที่เคยสูงเกือบ 30% ขณะที่มีการออมในระดับสูงจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และมีเงินทุนไหลออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เป็นการเสียโอกาสในการนำเม็ดเงินมาลงทุนปรับโครงสร้างการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิตภายในประเทศ
- เปิดข้อมูล ปิดโรงงาน 6 เดือนแรก อุตสาหกรรมไหนปิดมากที่สุด
- พนักงานช็อก บริษัทดัง ประกาศ ปิดกิจการ กะทันหัน ไม่เจรจาค่าชดเชย
ขณะเดียวกัน สถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังมีความน่ากังวล ตัวเลขหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่รายงานโดยเครดิตบูโรยังมีการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดเดือนพ.ค.สูงถึง 1.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11% สะท้อนภาพการฟื้นตัวของรายได้ที่ยังไม่ทั่วถึง
“กกร.ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเปราะบาง แม้การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐจะเริ่มนำเม็ดเงินเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้การใช้จ่ายของรัฐกลับมาขยายตัวเฉลี่ยสูงกว่า 15% ในเดือนพ.ค.-มิ.ย. แต่อุปสงค์ภายในประเทศยังชะลอตัว สะท้อนจากยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ 5 เดือนของปีนี้ หดตัว 8.8% ยอดจำหน่ายรถยนต์ 6 เดือนของปีนี้ หดตัวต่อเนื่องที่ 24% และการส่งออกที่ยังขยายตัวได้น้อย ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ แม้การท่องเที่ยวจะทยอยกลับมาฟื้นตัว”
นายผยง กล่าวเพิ่มเติมว่า กกร. จึงยังคงคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้ อยู่ที่ 2.2-2.7% ส่งออกคาดว่าขยายตัว 0.8-1.5% และเงินเฟ้อคาดว่าขยายตัว 0.5-1.0%
นายผยง กล่าวเพิ่มเติมว่า กกร. จึงอยู่ระหว่างเตรียมข้อเสนอเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม อาทิ การส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand) เพื่อช่วยจัดสรรเม็ดเงินลงระบบในรายสาขา การสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) และการเปลี่ยนผ่านไปยังธุรกิจใหม่ การส่งเสริมผู้ประกอบการรายเล็ก การบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรม และการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กกร. เห็นตรงกับภาครัฐว่าประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนทางภาษีอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเมืองรองและสนับสนุนการลงทุนโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเมกะเทรนด์ การลงทุนเพื่อรองรับสังคมคาร์บอนต่ำ รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์และกฎหมายเพื่อลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) และความพร้อมเรื่องทรัพยากรบุคคล