หอการค้า เผยผลโพล หนี้ครัวเรือน ไทยปี 67 พุ่งทะลุ 6 แสนบาท สูงสุดในรอบ 16 ปี แนะรัฐชำแหละสาเหตุ แก้ปัญหาให้ตรงจุด มั่นใจดิจิทัลวอลเล็ต ดันจีดีพีโต 2.8%
เมื่อวันที่ 10 ก.ย.67 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2567 ทั่วประเทศจำนวน 1,300 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-7ก.ย.67ว่า คนไทยมีหนี้เฉลี่ย 606,378 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.4% สูงสุดเป็นประวัติการตั้งแต่ทำการสำรวจมาในช่วง 16 ปี และสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก คิดเป็น 90.4-90.8% ของจีดีพีประเทศ โดยมีอัตราภาระการผ่อนชำระ18,787บาท/เดือน
ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบภาระหนี้ปีในระบบและหนี้นอกระบบปีนี้กับปีก่อน พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้ง 2 รายการ โดยหนี้นอกระบบมีสัดส่วนคิดเป็น 10-20% ของจีดีพี และมีสาเหตุที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ในระบบที่เต็มวงเงินและการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปีนี้ มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอาจจะไม่ใช่ปัญหาที่บั่นทอนเศรษฐกิจ เพราะจากผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่ กู้เพื่อนำไปลงทุน ประกอบอาชีพ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ซื้อสินทรัพย์คงทนอาทิ บ้าน และรถ ซึ่งเป็นหนี้ที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นส่งผลทางจิตวิทยา ด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างชาติ
“อยากให้รัฐบาลชำแหละหนี้ครัวเรือนให้ชัดเจนว่า เป็นการกู้ไปเพื่อทำอะไร ซื้ออะไร ดูว่าเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจหรือไม่ และมีคลินิกแก้หนี้ที่ชัดเจน เพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยด่วน เพื่อผลักให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตได้เพิ่มขึ้น
โดยคาดว่าหากสามารถจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตล็อตแรก 1.4 แสนล้านบาท ให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน ภายใน 20 ก.ย. นี้ จะทำให้มีเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ 2 รอบ ทำให้จีดีพีไตรมาส 4 โต 3.5-4% ผลักให้จีดีพีโตเพิ่มได้ 0.2-0.4 % และทำให้จีดีพีทั้งปีนี้ โตเพิ่มจาก 2.5% เป็น 2.8% ได้ เพราะมั่นใจว่ากลุ่มนี้จะมีการใช้จ่ายทันที” นายธนวรรธน์ กล่าว
อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลเร่งรัดโครงการดิจิทัลวอลเล็ตล็อต 2 และ 3 ในช่วงปลายปี และต้นปีหน้าตามลำดับ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มมีการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ช่วงเทศกาลปีใหม่ และตรุษจีนเชื่อว่าจะมีเม็ดเงินจำนวนมากเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2568 สามารถเติบโตได้ 3.5-4% และอาจทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปีหน้าลดลงเหลือ 89% ได้
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจากการเปรียบเทียบรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในปัจจุบันพบว่าคนส่วนใหญ่ 46.3 มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า 1-1.5 แสนบาท/เดือน
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้และภาคเหนือ และคนส่วนใหญ่ 55% แก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมจากแหล่งต่างๆ, 25.1% ประหยัดค่าใช้จ่าย, 10.4% ดึงเงินออมมาใช้ และ 9.5% หารายได้เพิ่ม และเมื่อเปรียบเทียบหนี้กับรายได้ในปัจจุบันพบว่า คนส่วนใหญ่มีหนี้มากกว่ารายได้ที่เพิ่ม
ส่วนผลการสำรวจภาระหนี้พบว่าคนส่วนใหญ่ 99.7% มีภาระหนี้สิน และอีก 0.3% ไม่มีภาระหนี้สิน โดยหนี้สินส่วนใหญ่คือ หนี้บัตรเครดิต รองลงมาคือ หนี้ซื้อยานพาหนะ หนี้ส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค หนี้ที่อยู่อาศัย หนี้เพื่อการประกอบธุรกิจ และหนี้การศึกษา
สำหรับหนี้ส่วนบุคคลหรือหนี้บัตรเครดิตนั้น ส่วนใหญ่มีการกู้ไปเพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ซื้อสินค้าคงทน บ้านและรถ ซื้ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ประกอบธุรกิจ เป็นต้น โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาคนส่วนมาก 71.1% เคยผิดนัดชำระหนี้ และ 28.4 % ไม่เคย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผิดนัดชำระหนี้มากที่สุดคือ เศรษฐกิจไม่ดี รองลงมาคือรายได้ลดลง สภาพคล่องธุรกิจลดลง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นเป็นต้น

