นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยความเห็นต่อ 10 นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ตรงกับข้อเสนอที่เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

1.มาตรการลดค่าใช้จ่าย และเยียวยาน้ำท่วมต้องทำแบบเร่งด่วน มาตรการแจกเงิน 1 หมื่นบาท เชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที แต่อยากเสนอให้รัฐบาลทำโครงการคูณสองเพื่อดึงกำลังซื้อจากประชาชนโดยรัฐมีส่วนสนับสนุนครึ่งหนึ่ง

2.มาตรการสำหรับผู้ประกอบการต้องเร่งแก้หนี้ในและนอกระบบ อาจจะใช้วิธีการพักหนี้ หรือลดหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง เพื่อดูแลธุรกิจรายย่อยที่มีแนวโน้มจะถูกยึดทรัพย์ โดยในระยะยาว หอการค้าไทย เตรียมเข้าพบรัฐมนตรีคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อร่วมกันหามาตรการช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว

และ 3.มาตรการเฉพาะแต่ละกลุ่ม เช่น ออกมาตรการแก้ไขปัญหาสินค้าต่างประเทศทุ่มตลาดในไทยและ การส่งเสริม Green Industry เป็นต้น

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 หอการค้าไทย กล่าวถึงปัญหาเงินบาทแข็งค่าว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทของไทยแข็งเร็วรวดเร็ว และรุนแรงมากถึง 8-10% ล่าสุดอยู่ที่ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว

ภาคส่งออกนั้นสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ข้าว ไก่ ซึ่งใช้วัตถุดิบในประเทศ 90% กระทบอย่างหนักไม่สามารถแข่งขันราคาส่งออกกับคู่แข่งได้ และยังทำให้ผู้ส่งออกที่ขายล่วงหน้าขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ต้องมาลดราคารับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรทำให้ผลกระทบลงมาถึงรากหญ้า

ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว เงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาสูงไม่คุ้มค่าอาจชะลอการเที่ยวไทย ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจรายย่อยที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร เป็นต้น

ทั้งนี้ อยากให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวเข้ามาแก้ปัญหานี้ทันที ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนอย่างรุนแรงจนเกินไป และดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งเร่งลดดอกเบี้ยช่วยเหลือเอสเอ็มอี และปรับขึ้นค่าแรงในกรอบของกฎหมายตามอำนาจคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งจากข้อมูลพบว่าส่วนมากไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรง 400 บาท
ส่วนการแก้ปัญหาสินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้าไทย หอการค้าฯ ได้หารือร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในการติดตามดูแลสินค้าไทย-จีน และจัดทำโครงสร้างการค้าที่เป็นธรรมทั้ง 2 ประเทศ เป็นต้น

นางกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกกิติมาศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าว กล่าวว่า เงินบาที่แข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาทจะทำให้ข้าวไทยแพงขึ้น 15 เหรียญสหรัฐ/ตัน ฉุดความสามารถแข่งขันข้าวไทยลดลง เนื่องจากคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม ปากีสถาน เงินแข็งค่าน้อยกว่าไทยโดยแข็งขึ้นเพียง 3.7% และ 1% ตามลำดับ
ขณะที่ปีหน้า ผู้ส่งออกเบอร์ 1 ของโลกจะกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง ขณะที่ค่าเงินอินเดียกลับมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ดังนั้นการส่งออกข้าวปีหน้าลำบาก และสต๊อกข้าวอินเดียที่เข้ามาเพิ่มอีก 10 ล้านตันจะฉุดให้ราคาข้าวไทย ทั้งข้าวสารและข้าวเปลือกตกต่ำลงส่งผลกระทบชาวนาในที่สุด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกลงแบบเร็ว-แรง 0.50% จากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5.25-5.50% ดังนั้นถึงเวลาที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทไม่แข็งค่าจนเกินไป ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ผู้ประกอบการภาคการส่งออก และภาคท่องเที่ยวและบริการ สามารถที่แข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

“เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพ.ค. และหากลากยาวไปถึงปลายปี จะทำให้ประเทศไทยจะสูญเสียรายได้จากการส่งออก และท่องเที่ยวรวม กว่า 1.3 แสนล้านบาท ฉุดจีดีพีปีนี้ให้ย่อลงราว 1% แต่มาตรการแจกเงิน 1 หมื่นบาทผ่านบัตรสวัสดิการ ราว 1.5 แสนล้านบาท จะเข้าช่วยเข้ามาชดเชยกระตุ้นจีดีพี Q4 ให้โต 3.8-4.3% ทำให้จีดีพีทั้งปีโตเพิ่มขึ้นอีก 0.2-0.3% และทำให้ภาพรวม จีดีพีปีนี้โตเพิ่มขึ้นเป็น 2.6-2.8% จากคาดการณ์เดิม 2.5%”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน