นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต 11 เดือนในปีงบประมาณ 2567 (ต.ค. 2566 – ส.ค. 2567) จัดเก็บได้จำนวน 482,026 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 10.7% และสูงกว่าเป้าหมายของกระทรวงการคลัง 1.06% ซึ่งเป็นเป้าที่ได้มีการปรับผลกระทบจากมาตรการต่างๆ ที่ช่วยผู้ประกอบการและประชาชน อาทิ มาตรการการลดภาษีน้ำมัน ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เป็นต้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนเป้าหมายรายได้ตามเอกสารงบประมาณ ในส่วนของกรมสรรพสามิต ทั้งปีงบ 2567 อยู่ที่ 5.2 แสนล้านบาท ซึ่งกรมเชื่อว่าจะสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน ส่วนเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ ในปีงบ 2568 อยู่ที่ 6 แสนล้านบาท ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวนั้น เป็นการตั้งไว้ล่วงหน้าจึงยังสูงอยู่มาก โดยความท้ายท้าย สำคัญ ยังคงเป็นรายได้จากภาษีน้ำมัน และภาษีรถยนต์ ที่มีการเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์สันดาป ไปสู่ รถอีวี
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมสรรพสามิต ได้ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง จึงได้เดินหน้าขับเคลื่อน นโยบายและมาตรการต่างๆ ประเทศไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้น สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้แก่ มาตรการรถยนต์ไฟฟ้า อีวี 3.0 และ อีวี 3.5 ที่มีผู้เข้าร่วมมาตรการรวม 32 ราย ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า ในปี 2566 สูงกว่าปีก่อนถึง 685% และทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยกว่า 8 หมื่นล้านบาท
นายเอกนิติ กล่าวว่า มาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ โดยผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าออกไปยังประเทศปลายทางที่เสียภาษีในส่วนนี้ สามารถนำไปเจรจาลดหย่อนค่าธรรมเนียม Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ได้ ซึ่งในระยะแรกจะมีการปรับใช้ภาษีคาร์บอนโดยใช้หลักการแปลงภาษีสรรพสามิตที่เดิมมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้อยู่ในรูปของภาษีคาร์บอน โดยไม่เป็นการสร้างภาระแก่ประชาชน
“ขณะนี้ มาตรการภาษีคาร์บอน ของกรมสรรพสามิตนั้น ได้ส่งเรื่องไปรอเสนอที่ การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อย แต่คาดว่าไม่ทันการประชุมครม. วันที่ 1 ต.ค. นี้” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า ด้านสังคม มาตรการการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ไวน์ สุราแช่ และสถานบริการ โดยปรับอัตราภาษีตามมูลค่าจากเดิม 10% เป็น 0% และการปรับลดภาษีสถานบันเทิง จาก 10% เป็น 5% เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการในการทำธุรกิจ และสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ นอกจากการ ปรับลดอัตราภาษีแล้ว กรมได้ดำเนินโครงการ 1 ชุมชน 1 สรรพสามิต แชมเปี้ยน เพื่อเป็นการส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สะท้อนจาก ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ยอดการจัดเก็บรายได้ภาษีสินค้าสุราแช่ชุมชนเพิ่มสูงขึ้นกว่า 39 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 16.6%
ในด้านธรรมาภิบาล กรมยังได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการตรวจสอบว่าเป็นสินค้าที่ถูกกฎหมายผ่านการตรวจวิเคราะห์จากสรรพสามิตหรือไม่ ยกระดับการปฏิบัติงานเชิงรุก ตั้งแต่การเปิดศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก อาทิ กองทัพบก ศูนย์รักษาความปลอดภัยของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) สำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง กรมการปกครอง ไปรษณีย์ไทย เป็นต้น ส่งผลให้ผลการปราบปรามสูงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 27.4%
ทั้งนี้ กรมยกระดับการทำงานอย่างต่อเนื่องด้วยการรับฟังผู้ประกอบการ นำองค์ความรู้ทักษะสมัยใหม่ ล่าสุดกรมได้พัฒนาเว็บไซต์ใหม่โดยเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคลากรภายในของกรม เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในทุกมิติ พร้อมทั้งเปิดตัวแชตบอต “น้องสมิตต์ (Smitt)” ที่ถูกสร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการให้ข้อมูลภาษีสรรพสามิตเบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการและประชาชน