นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกช่วง 4 เดือนสุดท้าย (ก.ย.-ธ.ค.) ปี 2567 ว่า ไร้ปัจจัยบวกมีแต่ปัจจัยลบซึ่งเป็นระเบิดเวลาความเสี่ยง โดยเฉพาะปัญหาบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว 12% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันไทยลดลงขณะที่ผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ

ทั้งนี้ หากเทียบอัตราการแข็งค่าเงินของไทยกับประเทศในภูมิภาคตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีเพียงมาเลเซียเท่านั้นที่เงินแข็งค่ามากกว่าไทย โดยแข็งค่า 12.43% ขณะที่เงินบาทแข็งค่า 5.96% ส่วนจีน เวียดนาม อินโดนิเซีย สิงคโปร์ เงินแข็งค่าเพียง 1.3% 1.44% 2.76% และ 3% ตามลำดับ

นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ, สหรัฐ เริ่มมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา กับสินค้าจากไทย เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน แผงโซลาร์เซลล์, ดัชนีภาคการผลิต (PMI) เดือนส.ค. 2567 ในจีน สหรัฐ และยุโรปยังหดตัวมีค่าต่ำกว่า 50, ปัญหาแรงงานในท่าเรือของสหรัฐอเมริกาสไตล์หยุดงาน และปัญหาอุทกภัยทางภาคเหนือที่ทำผลผลิตภาคการเกษตรออกสู่ตลาดน้อยลงยังส่งผลกระทบทำให้ส่งออกของไทยอาจชะลอตัวลง

“เรามั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะผลักดันส่งออได้ตามเป้าเติบโต 1-2% คิดเป็นมูลค่า 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 10 ล้านล้านบาท แต่แบงก์ชาติ ต้องเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป และปรับลดดอกเบี้ยลง ขณะที่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนเครื่องมือและค่าธรรมเนียมในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เร่งเติมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ชะลอการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับเอสเอ็มอี ถ้ารัฐบาลไม่แก้ไขการส่งออกปลายปีนี้จะมีปัญหาแน่นอนและอาจกระทบลากยาวไปถึงไตรมาส 1 ปีหน้า แน่นอน”

นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธาน สรท. กล่าวว่า ปัญหาเงินบาทแข็งค่าและผันผวนรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเกิดจากมีเงินไหลเข้ายังตลาดทุนไทยต่อเนื่อง ดังนั้นอยากขอให้แบงก์ชาติเข้าไปดูแลโดยอาจออกมาตรการตรวจสอบนักลงทุนที่จะเข้ามาทำธุรกิกรรมในไทย และทั้งการเข้ามาของรายย่อย โดยอาจจะกำหนดให้มีการลงทะเบียนแสดงตัวตน นอกจากนี้ รัฐบาลอาจจะต้องนำมาตรการอื่นๆ มาใช้ เช่น การใช้สกุลท้องถิ่นในภูมิภาคซื้อขายสินค้าระหว่างกันแทนสกุลเงินดอลลาร์ เป็นต้น

“ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วและแรง อาจทำให้ไทยมีโอกาสขาดดุลการค้ามากขึ้น เพราะดึงดูดให้มีการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะจากจีนที่มีราคาถูก ขณะที่อุตสาหกรรมการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อผลิตสินค้าส่งออกของไทยก็ได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง เพราะได้รับประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าที่ลดลงน้อยกว่าผลเสียที่เกิดจากการส่งออกสินค้าไปขายแล้วได้รับค่าชำระสินค้ารูปเงินบาทน้อยลง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้อุตสาหกรรมเหล่านี้อาจตัดสินใสย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังภูมิภาคใกล้เคียง เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ที่มีค่าเงินแข็งน้อยกว่าไทย รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเตรียมปรับขึ้นอาจเร่งให้นักลงทุนย้ายฐานลงทุนออกจากไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน