ธปท.มองกรอบเงินเฟ้อ 1-3% ยังเหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย เอื้อการเติบโต-หนุนการลงทุนเพิ่ม พร้อมใช้เครื่องมือผสมผสานหนุนไปสู่เป้าหมาย ยันไม่อยากเห็นเงินฝืด-เงินเฟ้อสูงจนเป็นอุปสรรคฟื้นตัวเศรษฐกิจ
นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 3/2567 ว่า สำหรับการหารือกรอบเงินเฟ้อในปี 2568 ร่วมกับกระทรวงการคลังนั้น ธปท.จะมีการเสนอและเดินตามกระบวนการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ดี การหารือร่วมกันของกรอบเงินเฟ้อกับกระทรวงการคลังเห็นพ้องและสอดคล้องกันในกรอบใหญ่ 1-3% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจและการลงทุนเพิ่ม ซึ่งไม่ว่าเงินเฟ้อจะเป็น 2%, 2.5% หรือ 1.5% ก็ถือว่าอยู่ในกรอบเป้าหมาย
ทั้งนี้ เป้าหมายเงินเฟ้อ คือ มีไว้ให้ประชาชนอยู่ดีและเศรษฐกิจไปได้ โดยไม่อยากเห็นเงินเฟ้อสูง 7-8% และเศรษฐกิจไม่สามารถไปได้ หรือ ภาวะเงินฝืด หรือเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งในกรณีอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำที่ไม่พึงประสงค์นั้น ยังไม่ได้เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน และยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับการดำเนินนโยบายเพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกันนั้น จะเห็นว่าหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คือ การดูแลภาวะเศรษฐกิจการเงินให้เหมาะสม และนโยบายการเงินต้องเอื้ออำนวยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ โดยการใช้เครื่องมือแบบผสมผสานอย่างที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ย การดูแลค่าเงินไม่ให้ผันผวนเกินไป มาตรการทางการเงินในการแก้หนี้ ซึ่งเป็น Policy package ที่สร้างสภาวะแวดล้อม และบรรยากาศทางการเงินที่เอื้ออำนวยต่อการให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ หากพิจารณาดูการเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อส่วนใหญ่เป็นปัจจัยเหนือการควบคุม โดยครึ่งหนึ่งมาจากปัจจัยต่างประเทศ และอีกครึ่งมาจากปัจจัยในประเทศ โดยการผันผวนของเงินเฟ้อราว 90% มาปัจจัยทางด้านอุปทานของราคาพลังงานและอาหาร
“ตราบใดที่เงินเฟ้ออยู่ในโซนที่ต่ำ แต่ไม่สร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจ กรอบเงินเฟ้อที่ 1-3% ก็ยังเป็นกรอบที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจแบบเรา และเอื้อต่อการที่เศรษฐกิจจะขยายตัว เพราะเราไม่อยากปรับขึ้นและลง ซึ่งจะไปซ้ำเติมเศรษฐกิจให้มีความผันผวน จึงไม่ได้มีตัวเลข หรือค่าใดค่าหนึ่งที่เป็น Magic number ในกรอบที่จะเป๊ะๆ แต่โดยเฉลี่ยในระยะปานกลางแล้ว คิดว่าเงินเฟ้อที่อยู่ในกรอบนี้ เป็นค่าที่เหมาะสม ตราบใดที่เศรษฐกิจสามารถโตได้ มีการลงทุนที่ขยายตัวได้”
สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาท ไม่ได้เป็นเป้าหมายสูงสุด ในการนำมาใช้ดำเนินนโยบายการเงิน แต่เป็นตัวแปร หรือองค์ประกอบที่สำคัญหนึ่งของภาวะการเงินที่จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อที่อยู่ในกรอบได้ ดังนั้น ก็ต้องดูแล และปกติการดูแลเรื่องค่าเงินบาท ธปท.เองดูแลอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเกิดความผันผวนที่อาจเกินเลยกับปัจจัยพื้นฐาน