นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 2567 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 223,176.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 3.9% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 7,957,895 ล้านบาท ขยายตัว 8.6% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออก ขยายตัว 4.2% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 229,132.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 5.5% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 8,264,589 ล้านบาท ขยายตัว 10.2 %ส่งผลให้ดุลการค้า ขาดดุลเท่ากับ 5,956.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นการขาดดุลในรูปเงินบาท 306,694 ล้านบาท

“การส่งออกช่วง 9 เดือนโตมากถึง 3.9% ดีกว่าคาดการณ์ถือเป็นระดับที่น่าพอใจ ส่วนแนวโน้มการส่งออกไตรมาส 4 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายมั่นใจว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง มั่นใจว่าทั้งปีนี้ การส่งออกจะเติบโตได้มากกว่า 2% แน่นอน มูลค่าราว 290,084 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นรูปเงินบาทสูงถึง 10 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าส่งออกไทยที่สูงที่สุดในรอบ 30 ปี”

สำหรับปัจจัยที่หนุนให้การส่งออกปีนี้เติบโตดีคือดัชนีภาคการผลิต Manufacturing PMI ในเดือนต.ค. 2567 เริ่ม ฟื้นตัวในหลายประเทศ โดยสหรัฐ ขยายตัวเป็น 47.8 ยุโรปขยายตัวเป็น 45.9 ส่วนจีนขยายตัวเป็น 50.1 จากยอดการผลิตตั้งแต่เดือนก.ย. 2567 ที่ขยายตัวต่อเนื่องติดต่อกัน 2 เดือน ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ณ เดือนต.ค. 2567 ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับต้นปีแข็งค่า 1.95% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่แข็งค่า 5.96% เนื่องจาก ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2.25% ทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33-33.8 บาท/เหรียสหรัฐ

ด้านราคาน้ำมันดิบปีนี้คาดว่าจะทรงตัวอยู่ระหว่าง 70-80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไม่สูงมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังอ่อนแอ ขณะที่ค่าระวางเรือจากเอเชียไปยังตลาดสำคัญในช่วงครั้งแรกของเดือนต.ค. ก็ปรับลดลง แต่เริ่มปรับเพิ่มขึ้นในสัปดาห์สุดท้าย โดยเส้นทางหลักในยุโรป และสหรัฐอเมริกา ค่าระวางยังคงปรับตัวลดลง

นายชัยชาญ กล่าวว่าการส่งออกยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง ได้แก่ ปัญหาสงครามตะวันออกกลาง, การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะมีผลต่อมีนโยบายกีดกันทางการค้า ของสหรัฐอเมริกากับคู่ค้า, ค่าเงินบาทยังมีความผันผวน แม้ว่าจะอ่อนค่าลงมาเล็กน้อย แต่เฟด มีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก รวมถึงกรณีที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเปลี่ยนแผนการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีกจากเดิมที่กำหนดไว้ในเดือนธ.ค. 2567

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกจะต้องเฝ้าระวังความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน และเตรียมความพร้อมเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องรักษาเสถียรภาพการเงินไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ควรเร่งรัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในกลุ่มประเทศศักยภาพ รวมถึงการเจรจาการค้าเสรี และการทำข้อตกลงเพื่อความร่วมมือทางการค้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน