นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนต.ค. 2567 สูงขึ้น 0.83% เป็นผลจากราคาสินค้าและบริการหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปรับสูงขึ้น 1.95% อาทิ ผักสด ข้าวสาร กาแฟ และอาหารโทรสั่ง ขณะที่หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ปรับสูงขึ้น 0.04% อาทิ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และค่ากระแสไฟฟ้าปรับสูงกว่าช่วงปีก่อนที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ รวมทั้งค่าโดยสารเครื่องบิน

ส่วนอัตราเงินเฟ้อช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 2567 สูงขึ้น 0.26% ส่วนแนวโน้มเดือนพ.ย.-ธ.ค. คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่อยู่ระหว่าง 1-1.5% เนื่องจากราคาเพดานราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่ไม่เกิน 33 บาท/ลิตร สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร, ค่ากระแสไฟฟ้าภาคครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นเพราะปีนี้รัฐบาลช่วยเหลือค่าไฟลดลง รวมทั้งสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน ซึ่งเป็นการปรับตัวที่สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว

“เดือนพ.ย.-ธ.ค. คาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่อยู่ระหว่าง 1-1.5% ส่งผลให้ไตรมาสสุดท้าย ปีนี้เงินเฟ้อแตะ 1.12% ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.26% ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าทั้งปีนี้เงินเฟ้อน่าจะสูงขึ้นไม่เกิน 0.5% ซึ่งเป็นค่ากลางของเป้าเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ที่ 0.2-0.8%”

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง คือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า โดยเดือนพ.ย. ปีก่อนอยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งน้ำมันมีสัดส่วนน้ำหนักในการคำนวนอัตราเงินเฟ้อมากถึง 9.45%, ราคาผักสดกลับเข้าสู่ระดับปกติ เนื่องจากน้ำท่วมคลี่คลาย และ คาดว่าผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกรายใหญ่ จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนก.ย. 2567 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยสูงขึ้น 0.61% ซึ่งยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 20 จาก 140 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 9 ประเทศที่ประกาศตัวเลข

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน