นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3/2567 ขยายตัว 3.0% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.2% ในไตรมาส 2/2567 ปัจจัยหลักมาจากการผลิตภาคนอกเกษตรที่ขยายตัวเร่งขึ้นตามตามการขยายตัวของกลุ่มบริการ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตชะลอตัวและภาคการเกษตรปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ด้านการใช้จ่าย การส่งออกสินค้าและบริการ การอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล และการลงทุนเร่งขึ้น ขณะที่การอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชนชะลอตัว

โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัว 2.6% ปรับตัวดีขึ้นจากเดิม 1.9% ในไตรมาสก่อนหน้า อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 2.5% ของ จีดีพี
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.3-3.3% (ค่ากลางของการประมาณการอยู่ที่ 2.8%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐ 2.การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศ 3.การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว และ 4.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า ทั้งนี้ คาดว่าการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 3.0% และ 2.8% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 2.6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.3-1.3% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.6% ของจีดีพี

นายดนุชา กล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมต่อจีดีพีไตรมาส 3 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.3% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 60,000 ล้านบาท โดยน้ำท่วมรอบนี้ไม่ได้กระทบพื้นที่เกษตรและภาคอุตสาหกรรมมากเท่ากับปี 2554 ที่นิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหนัก แต่รอบนี้ผลกระทบอยู่ในภาคครัวเรือนและการค้าชายแดนเป็นหลัก

นอกจากนี้ เงินจากภาครัฐที่ใช้จ่ายไปเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบก็สะท้อนกลับมาในจีดีพี อีกทีในแง่ของภาคก่อสร้าง การลงทุน และการซ่อมแซม จึงไม่ได้เห็นผลกระทบมากเท่าที่คาด

“ผลกระทบจริงๆ จากเหตุน้ำท่วมอยู่ที่ภาครัฐมากกว่าที่ต้องจัดสรรงบประมาณมาจัดการเหตุเหล่านี้ไปเรื่อยๆ หากไม่มีการบริหารหรือป้องกันให้ดีขึ้น โดยภาระดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าราว 4-5 หมื่นล้านบาทต่อปี”นายดนุชา กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน