“โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันจันทร์ที่ 20 ม.ค. 2568 หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพ.ย.2567 ซึ่งเป็นการกลับเข้าทำเนียบขาวเป็นครั้งที่ 2

แต่ขณะนี้ทั่วโลกกำลังสั่นสะเทือนหลัง “ทรัมป์” ประกาศนโยบายกีดกันทางการค้าที่ชัดเจน ด้วยความคิดของทรัมป์ ที่มองว่าประเทศต่างๆ เกินดุลการค้ากับสหรัฐ เอาเปรียบและโกงจากคู่ค้านั้นๆ จึงประกาศนโยบายปรับภาษีนำเข้าจากประเทศเกินดุล 10-20% และจะเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศจีนสูงถึง 60% รองลงมา

• ‘นฤมล’สั่งจับตานโยบายทรัมป์

การกีดกันทางการค้าโจทย์ใหญ่ภาคเกษตรไทย ที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจผลกระทบและหาวิธีรับมือนโยบาย “ทรัมป์” เพราะสหรัฐ เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 2 ของไทย โดยปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกไปสหรัฐ 136,261 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.03% หรือเพิ่มขึ้น 28,992 ล้านบาท จาก 107,269 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

สหรัฐน่าจะขึ้นบัญชีประเทศไทย จากนโยบายทรัมป์ ไทยจะถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 10-20% ไทยเก็บภาษีผักผลไม้นำเข้าจากสหรัฐ สูงเป็นพิเศษ 20-30% แถมยังมีการห้ามนำเข้าเนื้อหมู เนื้อวัว เพราะมีสารเร่งเนื้อแดง ทำให้สหรัฐตัดสิทธิ์พิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ไทยเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นเป้าจากนโยบายการเก็บภาษีสินค้านำเข้าของประธานาธิบดีสหรัฐแน่นอน

• สศก.แนะส่งออกไทยต้องเร่งทดแทนตลาดจีน

ด้านนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำรวจผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ พบว่า กรณีสหรัฐตั้งกำแพงภาษี 60% จากจีน ทำให้จีนมีต้นทุนทางภาษีในสินค้าเกษตรส่งออกเพิ่มขึ้นมูลค่าสูงถึง 3,671 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของจีนลดลง หากไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรทดแทนจีนได้ ไทยจะได้รับประโยชน์จากการส่งออกสินค้าเกษตรไปสหรัฐ มูลค่าสูงสุดประมาณ 780 ล้านเหรียญสหรัฐ

เพราะหากจีนถูกจำกัดการส่งออกด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า เพิ่มขึ้นเป็น 60% ในทุกสินค้า จะเป็นโอกาสสำคัญของไทยและประเทศคู่ค้าอื่นที่จะเข้าไปครองส่วนแบ่งตลาดที่จีนครองอยู่ โดยสินค้าไทยที่มีโอกาสในการเข้าแทนที่จีนในตลาดสหรัฐในสินค้า 2 กลุ่ม ได้แก่

• อาหารสัตว์-เนื้อปลาแบบฟิลเล-ข้าว มีอนาคต

กลุ่มสินค้าศักยภาพสูง เป็นกลุ่มที่ไทยสามารถเข้าครองส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐ แทนจีนได้ไม่ยาก เนื่องจากไทยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในลำดับ 1-3 จำนวน 4 รายการ ได้แก่ 1.อาหารสุนัขและแมว จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 187 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 8% เป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 โดยไทยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 35% เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1

2.เนื้อปลาแบบฟิลเลแช่เย็นจนแข็งของปลาลิ้นหมา จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาด 63 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 64% เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 โดยไทยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 12% เป็นผู้ส่งออกอันดับ 2

3.ปลาไหลปรุงแต่ง จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาด 48 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 88% เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 โดยไทยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 5% เป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 และ 4.ข้าว จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาด 34 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 3% เป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 โดยไทยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 54% เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1

กลุ่มสินค้าที่มีโอกาส พิจารณาจากรายการสินค้าที่จีนครองส่วนแบ่งตลาด 3 อันดับแรก และรายการสินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐ 4% ขึ้นไป สินค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไทยต้องผลักดันและเสริมสร้างศักยภาพในสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้น หากต้องการเข้าไปมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นแทนที่จีน โดยต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือจากภาคเอกชน มีจำนวน 7 รายการ

ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สัตว์ อาทิ เชื้อพันธุ์สัตว์เลี้ยง ไข่ตัวไหม จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาด 120 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 12% ไทยมีส่วนแบ่งที่ 6%, ปลาหมึกแช่แข็ง จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาด 82 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 18% ไทยมีส่วนแบ่งที่ 9%, เนื้อปลาแบบฟิลเลแช่เย็นจนแข็งของปลาแฮดด็อก จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาด 69 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 53% ไทยมีส่วนแบ่งที่ 4%

พาสต้า เส้นหมี่ วุ้นเส้น จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาด 59 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 10% ไทยมีส่วนแบ่งที่ 6%, ซอสถั่วเหลือง จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาด 50 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 38% ไทยมีส่วนแบ่งที่ 10%, ผลไม้แห้งอื่นๆ อาทิ ลำไย มะขาม จีนมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาด 39 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 14% ไทยมีส่วนแบ่งที่ 5%

• ระวังโดนจีนแย่งตลาดส่งออกไทยอื่นๆ

ผลกระทบเชิงลบ พิจารณาด้วยการเปรียบเทียบรายการสินค้าที่จีนมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐ มากกว่า 40% กับสินค้าที่ไทยเป็นผู้ส่งออกและนำเข้า สามารถแบ่งผลกระทบเชิงลบเป็น 2 กลุ่ม

ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ไทยอาจสูญเสียตลาดให้จีน และกลุ่มสินค้าที่อาจเข้ามาทดแทนหรือแข่งขันกับสินค้าไทย ดังนี้ กลุ่มสินค้าที่ไทยอาจสูญเสียตลาดให้จีน พิจารณาจากกลุ่มสินค้าที่จีนมีตลาดส่งออกเดียวกับไทย หากจีนถูกตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐ จีนอาจส่งสินค้าดังกล่าวเข้าสู่ตลาดส่งออกสำคัญของไทย และอาจทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดได้

อาทิ เนื้อปลาแบบฟิลเลแช่เย็นจนแข็ง ของปลาค็อด ตลาดที่ต้องเฝ้าระวังว่าจะถูกสินค้าจีน เข้ามาแข่งขัน คือ เยอรมนี และสหราชอาณาจักร, ไขมันและน้ำมันที่ได้จากสัตว์ พืช หรือจุลินทรีย์ อาทิ จากถั่วลิสง ถั่วเหลือง ปาล์ม หรือมะพร้าว ตลาดที่ต้องเฝ้าระวังว่าจะถูกสินค้าจีนเข้ามาแข่งขัน คือ เนเธอร์แลนด์, ผลไม้จำพวกส้มปรุงแต่ง ตลาดที่ต้องเฝ้าระวังว่าจะถูกสินค้าจีนเข้ามาแข่งขัน คือ ญี่ปุ่น

กลุ่มสินค้าที่อาจเข้ามาทดแทนหรือแข่งขันกับสินค้าไทย โดยเป็นสินค้าที่ไทยมีการนำเข้าจากจีนเป็นหลัก ได้แก่ เนื้อปลาแบบฟิลเลแช่เย็นจนแข็งของปลาทิลาเพีย, กระเทียม, เนื้อปลาอลาสกาพอลล็อกแบบฟิลเลแช่แข็ง และ เม็ดและเนื้อในของแอปริคอต ท้อ (รวมถึงเนกทารีน) หรือพลัม

• สศก. แนะรับมือทั้งระยะสั้นและยาว

ระยะสั้น รักษา/พัฒนามาตรฐานการผลิต รวมถึงคุณภาพสินค้าในระดับสากล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐ, เร่งเจรจาเปิดตลาดสินค้าที่ไทยมีศักยภาพและโอกาสทำการตลาดในสหรัฐ ในระดับรัฐต่อรัฐ ศึกษาแนวโน้มความต้องการของผู้ผลิตและผู้บริโภคในสหรัฐให้มากขึ้น ตลอดจนอำนวยความสะดวก ในการส่งสินค้าไปยังสหรัฐ

ให้ความสำคัญกับการหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก เพิ่มความหลากหลายของแหล่งวัตถุดิบและสินค้านำเข้า ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป, ใช้ช่องทางทูตเกษตรในการรายงานสภาพปัญหาและร่วมวิเคราะห์หาแนวทางการแก้ไข ปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะจีนที่มีปัญหาในสินค้าเกษตร

ระยะยาว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรหารือร่วมกับผู้ประกอบการนำเข้า ในการเฝ้าระวังและหามาตรการรองรับหากมีการทะลักของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากจีนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับไทย มีระยะทางขนส่งที่ไม่ไกลนัก และมีต้นทุนที่ถูกกว่าไทย รวมถึงการส่งสินค้ามาผ่านการแปรรูปเพียงเล็กน้อยในไทยเพื่อส่งออก ตลอดจนอาจเกิดการสวมสิทธิ์ เพื่อเลี่ยงว่าเป็นสินค้าจากจีนที่จะต้องถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูง จากสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสินค้าไทย

ซึ่งรมว.เกษตรและสหกรณ์ กำชับให้ติดตามรายละเอียดที่ชัดเจนของนโยบายการค้าของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อเตรียมรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน