อีไอซี ฟันธง เศรษฐกิจไทยปีหน้า“ขาลง” หั่นจีดีพีเหลือ 2.4% พิษนโนบายทรัมป์ 2.0

โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2567 ยังคงเห็นการขยายตัวระดับ 4% แต่ในปี 2568 อัตราการเติบโตเฉลี่ยในแต่ละไตรมาสจะลดลงจาก 4% ในไตรมาสที่ 1/2568 และลดลงเหลือ 3% ในไตรมาสที่ 2 และลดลงเหลือ 2% และเหลือ 1% ในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งการเติบโตสวนทางกับในปี 2567 ที่เป็นการเติบโตแบบไต่ระดับขึ้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การส่งออกที่เร่งตัว และการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นตัวสนับสนุนการเติบโต แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจเริ่มน่าเป็นห่วง เพราะภาคการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากนโนบายทรัมป์ 2.0 และภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนและยุโรปที่ชะลอตัวลง ทำให้นักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 38 ล้านคน

ขณะที่การลงทุน แม้ว่าจะได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต ทำให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 สัดส่วนการลงทุนจากต่างประเทศเติบโตขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบปีก่อน แต่ยังติดตามต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังขยายตัวได้

“หากเทียบศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เมื่อเทียบการผลิตและกำลังแรงงานขยายตัวได้ 2.7% แต่หากออกมต่ำกว่า 2.7% ถือว่า “เศรษฐกิจแย่” ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์จะต้องรีบกระตุ้นเศรษฐกิจ“

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหาภาค ศูนย์วิจัยและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยเศรษฐกิจไทยที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งจากนโยบาย Trump 2.0 ภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้น รวมถึงการส่งสัญญาณนโยบายการเงินสหรัฐฯ ผ่านรายงาน Dot Plot ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการลดดอกเบี้ยลง จึงมองว่านโยบายการเงินของไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) 1 ครั้งภายในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะช่วยลดภาระการเงินตึงตัวและภาระการชำระหนี้ รวมถึงการปรับลดตามดอกเบี้ยโลกที่ปรับลดลงด้วย

ขณะเดียวกัน นโยบายการคลังยังคงต้องมีส่วนช่วย แม้ว่าบทบาทจะลดลงจากเพดานหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และต้องการลดการขาดดุลงบประมาณลง 4.5% แต่นโยบายการคลังสามารถทำผ่านได้ 2 ส่วน คือ การใช้จ่าย และภาษึ ซึ่งการใช้จ่ายอาจจะเพิ่มภาระทางการคลัง แต่ด้านภาษียังสามารถทำได้ โดยการทำผ่านคนที่มีรายได้มากหน่อยในการจูงใจลดหย่อนภาษี ซึ่งจะช่วยหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจได้

ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด และการส่งสัญญาณการชะลอการลดดอกเบี้ยลงจากเดิม มองว่า ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก แต่จะเห็นดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น โดยนโยบายการเงินโลกอาจจะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น สหรัฐฯ เดิมก่อนจะมีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะปรับลดลงแบบผ่อนคลาย แต่หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์เข้ามาดอกเบี้ยที่เดิมจะลงมาค่อนข้างแรงแบบ “สไลด์” แต่จะเป็น “โรลเลอร์โคสเตอร์” และดอกเบี้ยสูง ส่วนประเทศอื่นจะเห็นการผ่อนคลายมากขึ้นแบบ “สไลด์” ลงมาเยอะ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย

สำหรับค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงอีกไม่มาก อยู่ในกรอบราว 34.00-35.00 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของปี 2567 แต่ยังต้องจับตาความผันผวนของเงินสกุลอื่นที่อาจกระทบเงินบาทได้ สำหรับปี 2568 คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายจะยังไหลออกต่อเนื่องกดดันเงินบาทอ่อนค่าต่อในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แต่เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้ช่วงครึ่งปีหลัง ตามทิศทางการลดดอกเบี้ยของเฟด และราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มลดลงราว 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาทองคำที่อาจสูงขึ้น และเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับ มองกรอบปลายปี 2568 อยู่ที่ 33.50-34.50 บาทต่อดอลลาร์

“อีไอซี มองว่า กนง.จะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งช่วยภาวะการเงินตึงตัวได้ และลดภาระการชำระหนี้ และเป็นการลดตามทิศทางดอกเบี้ยโลก เป็นการบริหารความเสี่ยงรองรับดอกเบี้ยขาลง“

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน