ขณะที่ทั่วโลกกำลังหวั่นวิตกกับนโยบาย America First ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่าอาจก่อให้เกิดสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง จนสร้างความเสียหายต่อภาคการค้า การส่งออกของหลายๆ ประเทศ จากการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้านั้น ประเทศไทยในฐานะเป็นคู่ค้าที่มีเกินดุลการค้ากับสหรัฐเป็นอันดับที่ 19 คิดเป็นมูลค่า 3.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือนต.ค. 2567 จะได้รับผล กระทบจากนโยบายนี้อย่างไร

คนที่ให้คำตอบได้ดีที่สุดคือ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะที่กำกับดูแลการส่งออกโดยตรง ซึ่งข่าวสดมีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับเรื่องนี้

แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2568 จะไปทางไหน ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงสงครามการค้าที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น

เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่การส่งออกของไทยปี 2567 นี้โตเกินคาดทะลุ 5% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1-2% มีมูลค่ารวมกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 10,000,000 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าและเศรษฐกิจโลก รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนได้ทำงานร่วมกันแบบเข้มข้น ส่วนแนวโน้มปี 2568 มั่นใจว่าจะบวกต่อเนื่อง

“แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องสงครามการค้า แต่หากประเทศไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส วางตำแหน่งของไทยให้เหมาะสม พร้อมสานสัมพันธ์กับทุกประเทศ ทั้งมหาอำนาจจากฝั่งตะวันออกและตะวันตก เพื่อเร่งขยายโอกาสทางการค้า ผมมีความหวังว่าการส่งออกในปี 2568 น่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องแน่นอน”

และเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2567 ผมได้ประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์จาก 58 ประเทศทั่วโลก และตัวแทนจากภาคเอกชน อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ เพื่อร่วมกันจัดทำแผนผลักดันการส่งออกปี 2568 เบื้องต้นตั้งเป้าที่จะผลักดันให้การส่งออกปี 2568ให้เติบโตได้ 2-3% คิดเป็นมูลค่ารวม 305,315-308,307 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10,380,695-10,482,466 บาท และอาจจะเติบโตได้มากกว่านี้หากอุตสาหกรรมการผลิตใหม่ๆ ที่ย้ายฐานเข้ามาลงทุนในไทย เช่น อุตสาหกรรมแผ่นวงจรพิมพ์ หรือ PCB (Printed Circuit Board) สามารถผลิตเริ่มเดินเครื่องผลิตและส่งออกได้ทันในปีนี้ ซึ่งอนาคตไทยจะเป็นแหล่งซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใหม่โดยเฉพาะอุตสาหกรรม PCB, Data center โดยหลังจากนี้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) จะมีการนัดหารือ ร่วมกันทุก 3 เดือน เพื่อติดตามและเร่งผลักดันการส่งออกอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยอะไรที่หนุนให้ส่งออกปี 2568 โตต่อเนื่อง

ที่เห็นได้ชัดเจนคือ การลงทุนที่กำลังไหลเข้ามายังประเทศไทยอย่างมากและต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) โดยในอนาคตไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก PCB ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะทำให้ตัวเลขส่งออกไทยเติบโตสูงมาก รวมทั้งการเข้ามาของอุตสาหกรรม Data Center หรือศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบไอที และการลงทุนในเทคโนโลยีเอไอ (Artificial Intelligence : AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ในไทย ที่จะหนุนการส่งออกให้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าสำคัญของไทยก็เริ่มฟื้นตัว

การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐจะฉุดส่งออกของไทยหรือไม่

กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้าแก้ปัญหานี้แล้ว โดยเริ่มเจรจาและล็อบบี้กับผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯอย่างไม่เป็นทางการไปบ้างแล้ว และเดือนก.พ.2568 ผมจะนำคณะเดินทางไปสหรัฐอเมริกาพบกับ สส. และ สว.จากพรรครีพับลิกัน เพื่อชี้แจงสาเหตุที่ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯว่าเกิดจากบริษัทจากสหรัฐเข้ามาลงทุนในไทย และมีการส่งออกสินค้ากลับไปยังสหรัฐฯ ไม่ใช่ไทยส่งออกสินค้าไปขายจนทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า

โดยบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนผลิตและใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกสินค้ากลับไปยังสหรัฐฯ อาทิ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (WD) ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์รายใหญ่ระดับโลก, บริษัท ซีเกท (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แบบครบวงจร รวมทั้งบริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด จำกัด (เอชพี) ซึ่งขณะนี้ได้ย้ายการลงทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยแล้ว 30-40% และจะย้ายเข้ามา 100% ในเร็วๆ นี้ รวมทั้งปัจจุบันไทยยังถือเป็นฐานการผลิตสินค้าสำคัญให้แก่สหรัฐฯอีกด้วย ดังนั้น จะขอให้สหรัฐฯละเว้นการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทย

“เราต้องพยายามล็อบบี้และทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ไทยอยู่ในลิสต์การขึ้นภาษีนำเข้า ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดว่ามีโอกาสสูงที่สินค้านำเข้าจากไทยจะไม่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าตอนนี้ก็คุยกันไปบ้างแล้ว หากเราล็อบบี้ได้สำเร็จภาคส่งออกไทยก็จะไม่ถูกกระทบจากเรื่องนี้ ที่สำคัญจะสามารถดึงการลงทุนเข้ามายังไทยได้เพิ่มมากขึ้นอีก”

แผนผลักดันการส่งออกปี 2568 เป็นอย่างไร

เราจะเร่งเดินหน้า 10 นโยบายสำคัญดังนี้ 1.นโยบายผลักดันการส่งออกปี 2568 ให้เติบโตได้ 2-3% 2.เร่งปรับนโยบายให้สอดรับกับสถานการณ์การค้าและการลงทุนในปัจจุบัน 3.เร่งผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเป็นบวก ต้องดันให้จีดีพีไทยโตขั้นต่ำ 5% ต่อเนื่อง 20 ปี ประเทศไทยจึงจะหลุดพ้นจากประเทศยากจน 4.เร่งนโยบายการเจรจาเอฟทีเอกับทุกประเทศ เพื่อขยายโอกาสการค้า การส่งออกและการลงทุนให้ไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2568 มีแผนที่จะทำเอฟทีเพิ่มเติมอีก 6 ฉบับ จากปัจจุบันที่ลงนามแล้ว 15 ฉบับ ได้แก่ เอฟทีเอไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ตั้งเป้าลงนามช่วงการประชุม World Economic Forum (เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม) หรือการประชุมดาวอส 2024 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 20-24 ม.ค. 2568 ซึ่งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะให้เกียรติเป็นสักขีพยานในการลงนาม ถือเป็น FTA กับประเทศยุโรปฉบับแรก, เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป (EU) คาดว่าจะสรุปผลการเจรจาได้ภายในปี 2568, เอฟทีเอไทย-สาธารณรัฐเกาหลี ตั้งเป้าสรุปผลเจรจาในปี 2568 , เอฟทีเอไทย-ภูฏาน คาดจะได้ข้อสรุปการเจรจาในปี 2568, เอฟทีเออาเซียน-แคนาดา ทั้งสองฝ่ายผลักดันให้สรุปผลให้ได้ภายในปี 2568 และเอฟทีเอไทย-UAE ตั้งเป้าปิดดีลปี 2568 เช่นกัน

5.ส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิต และเป็นแหล่งซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใหม่โดยเฉพาะอุตสาหกรรม PCB, Data center เป็นต้น 6.รีแบรนด์โครงการ Thai SELECT เพื่อเพิ่มมูลค่าส่งออกสินค้าและบริการของไทย 7.จัดทำโครงการไทยแลนด์ แบรนด์ เพื่อการันตีสินค้าไทย ช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทย 8.ส่งเสริมนโยบายซอฟต์ พาวเวอร์ เพื่อดึงดูดคนทั่วโลกให้ใช้ไทย รวมทั้งเร่งส่งออกสินค้า GI 9.มอบให้ทูตพาณิชย์ในประเทศต่างๆ คิดริเริ่มสร้างสรรค์การทำการค้ารูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออกให้สินค้าไทย และ 10.ส่งเสริมให้เอกชนมีบทบาทในการส่งออก 80% ส่วนอีก 20% เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องสนับสนุน

“ค่าเงินบาทเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเติบโตของการส่งออกและเศรษฐกิจไทย ซึ่งขณะนี้เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 33 บาทเหรียญสหรัฐ ถือว่าแข็งเกินไปเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของประเทศ ผู้ส่งออกก็เริ่มบ่นขายของไม่ได้ ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยควร เข้ามาดูแลให้เหมาะสมและเอื้อต่อการส่งออก ผมว่าอัตราที่เหมาะสมควรจะอยู่ราวๆ 36-37 บาท/เหรียญสหรัฐ”

คงต้องเอาใจช่วยกระทรวงพาณิชย์ให้สามารถพลิกวิกฤตจากสงครามการค้าครั้งนี้ให้กลับมาเป็นโอกาสการส่งออกของไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน